1 / 3

Cooper S Not Just MINI

เจ้ารถแฮทช์แบ็ค 3 ประตูภายใต้รหัสที่สาวก MINI เขาเรียกกันว่า F56 ว่า MINI นั้นไม่ใช่ว่าเห็นหน้าตาคล้ายกันหมดแล้วมันล่ะ มันยังมีรายละเอียดของในแต่ละรุ่นด้วย แต่ด้วยความเร้าใจแล้วมันจะต้องเอาตัวเด็ดที่มี 'S' ต่อท้ายนี่แหละมาดูกัน ปัจจุบันรถอังกฤษพันธุ์เล็กนี้ถูกจับมาอยู่รวมกันและพัฒนาส่วนต่างๆ กับ BMW Group ดังนั้นมันจึงได้รับเทคโนโลยีสไตล์เยอรมันเข้ามาด้วย ทำให้ MINI ไม่ใช่เพียงรถเล็กที่ธรรมดาอีกต่อไป เอาละเจ้า F56 Cooper S เป็น 1 ใน 3 รุ่นที่เข้ามาขายในบ้านเรา อีก 2 รุ่นนั้นคือ MINI Cooper และ MINI Cooper D

ภายนอกถูกจับตกแต่งหน้าตาเสียใหม่ให้ดูมีสง่าราศีตามสมัยนิยมมากขึ้น ชุดไฟส่องสว่างด้านหน้าถูกนำเอาหลอด LED มาใช้เพื่อการส่องสว่างของไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายที่จับเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน รุ่นนี้ยังเพิ่มระบบ Keyless มาใช้ด้วย ไม่ต้องหยิบกุญแจออกมากดรีโมตให้ยุ่งยาก เพียงพกกุญแจทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ติดตัวเอาไว้แล้วเดินมาที่รถก็พร้อมขึ้นขับได้เลยทันที แต่ถ้าไม่มีกุญแจในกระเป๋าละก็อย่าได้หวังจะขึ้นเชียว 

ภายในถูกปรับให้กว้างขวางกว่ารุ่นที่ผ่านมา และที่สำคัญถูกปรับให้มีความนุ่มนวลขึ้นอีกด้วย จริงๆ แล้ว MINI มีเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่ออกเป็นสไตล์สปอร์ตจ๋า ให้อารมณ์ดิบๆ เช่นรถโกคาร์ทที่ไม่มีช่วงล่าง ให้อารมณ์ทื่อๆ แต่ด้วยกระแสการพาอาม่าไปช้อปปิ้งแล้วมีอาการไม่ปลื้มเพราะความสะเทือนนั้น ทำให้มีการปรับช่วงล่างให้นุ่มขึ้นแต่ยังคงสมรรถนะที่ดีไว้เช่นเคยด้วยความแน่นหนึบของช่วงล่าง 

ในรุ่น Cooper S ยังมีจุดเด่นที่จอ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว มาแทนที่มาตรวัดความเร็วของรุ่นก่อน ซึ่งมันจะวางอยู่ตรงกึ่งกลางคอนโซลหน้าพอดิบพอดี แต่คราวนี้มาตรวัดความเร็วถูกขยับไปไว้หลังพวงมาลัยเหมือนบรรดารถรุ่นอื่นๆ ที่เขาทำกัน แถม Cooper S ใช้ปุ่ม MINI Touch Controller ที่สามารถเอานิ้วเขียนที่ปุ่มสัมผัสทรงกลมนั้นเพื่อป้อนข้อมูลได้เลยอีกด้วย 

จอแสดงผลยังสามารถใช้งานเป็นระบบเนวิเกเตอร์ และยังมีระบบ MINI Connected ที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ความบันเทิงทั้งหลาย อีกจุดสะดุดตาคือสวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ที่หน้าคอนโซล ใช้โยกเพื่อปิดหรือเปิดการทำงานของระบบ รวมไปถึงการสตาร์ตเครื่องยนต์อีกด้วย...รุ่นนี้ยังมีระบบ Start/Stop เมื่อรถหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะดับเพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

อีกหนึ่งลูกเล่นก็คือที่ด้านล่างหรือฐานของคันเกียร์มีวงแหวนที่สามารถบิดหมุนเพื่อปรับโหมดการขับขี่ได้ หากอยากซิ่งหรือต้องการความเร้าใจแล้วละก็ บิดไปทางโหมด Sport เลย แล้วจะได้อารมณ์ดิบของเจ้ารถเล็กกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างที่ให้ความแน่นและมั่นคง เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ตามสไตล์ Cooper S แต่หากต้องการจะเอามาขับชิลล์กันแล้วละก็เตรียมสตางค์ไว้สักหน่อย   พลังของเจ้า MINI Cooper S F56 นี้ได้มาจากเครื่องยนต์รหัส B48 เป็นเครื่องยนต์  4 สูบ 16 วาล์วเทอร์โบ ความจุทั้งสิ้นถูกเรียกว่าเป็นรถ 2,000 ซีซี เพราะปัดขึ้นจากปริมาตรสุทธิคือ 1,998 ซีซีนั่นเอง  แล้วแรงหรือเปล่า เจ้าตัว S นี้มากับแรงม้า 192 ตัว โดยที่ใช้รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดจะมีอยู่ 280  นิวตันเมตร แต่มีให้ใช้กันแบบจะจะ ตั้งแต่รอบต่ำๆ  ที่ 1,250 ไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที ทั้งนี้แล้ว ช่วงที่เราต้องการความเร็วหรือขยี้คันเร่ง เช่น ต้องการจะแซง (ช่วงโอเวอร์บูส) จะมีแรงบิดขยับขึ้นมาให้ใช้กันถึง 300 นิวตันเมตรกันเลยทีเดียว การทำความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาทั้งสิ้น 6.7 วินาที และความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ก็อยู่ที่ 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถเล็กแบบนี้ เร็วเอาเรื่องนะจะบอกให้ 
เจ้ารถแฮทช์แบ็ค 3 ประตูภายใต้รหัสที่สาวก MINI เขาเรียกกันว่า F56 ว่า MINI นั้นไม่ใช่ว่าเห็นหน้าตาคล้ายกันหมดแล้วมันล่ะ มันยังมีรายละเอียดของในแต่ละรุ่นด้วย แต่ด้วยความเร้าใจแล้วมันจะต้องเอาตัวเด็ดที่มี 'S' ต่อท้ายนี่แหละมาดูกัน ปัจจุบันรถอังกฤษพันธุ์เล็กนี้ถูกจับมาอยู่รวมกันและพัฒนาส่วนต่างๆ กับ BMW Group ดังนั้นมันจึงได้รับเทคโนโลยีสไตล์เยอรมันเข้ามาด้วย ทำให้ MINI ไม่ใช่เพียงรถเล็กที่ธรรมดาอีกต่อไป เอาละเจ้า F56 Cooper S เป็น 1 ใน 3 รุ่นที่เข้ามาขายในบ้านเรา อีก 2 รุ่นนั้นคือ MINI Cooper และ MINI Cooper D

ภายนอกถูกจับตกแต่งหน้าตาเสียใหม่ให้ดูมีสง่าราศีตามสมัยนิยมมากขึ้น ชุดไฟส่องสว่างด้านหน้าถูกนำเอาหลอด LED มาใช้เพื่อการส่องสว่างของไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายที่จับเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน รุ่นนี้ยังเพิ่มระบบ Keyless มาใช้ด้วย ไม่ต้องหยิบกุญแจออกมากดรีโมตให้ยุ่งยาก เพียงพกกุญแจทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ติดตัวเอาไว้แล้วเดินมาที่รถก็พร้อมขึ้นขับได้เลยทันที แต่ถ้าไม่มีกุญแจในกระเป๋าละก็อย่าได้หวังจะขึ้นเชียว 

ภายในถูกปรับให้กว้างขวางกว่ารุ่นที่ผ่านมา และที่สำคัญถูกปรับให้มีความนุ่มนวลขึ้นอีกด้วย จริงๆ แล้ว MINI มีเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่ออกเป็นสไตล์สปอร์ตจ๋า ให้อารมณ์ดิบๆ เช่นรถโกคาร์ทที่ไม่มีช่วงล่าง ให้อารมณ์ทื่อๆ แต่ด้วยกระแสการพาอาม่าไปช้อปปิ้งแล้วมีอาการไม่ปลื้มเพราะความสะเทือนนั้น ทำให้มีการปรับช่วงล่างให้นุ่มขึ้นแต่ยังคงสมรรถนะที่ดีไว้เช่นเคยด้วยความแน่นหนึบของช่วงล่าง 

ในรุ่น Cooper S ยังมีจุดเด่นที่จอ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว มาแทนที่มาตรวัดความเร็วของรุ่นก่อน ซึ่งมันจะวางอยู่ตรงกึ่งกลางคอนโซลหน้าพอดิบพอดี แต่คราวนี้มาตรวัดความเร็วถูกขยับไปไว้หลังพวงมาลัยเหมือนบรรดารถรุ่นอื่นๆ ที่เขาทำกัน แถม Cooper S ใช้ปุ่ม MINI Touch Controller ที่สามารถเอานิ้วเขียนที่ปุ่มสัมผัสทรงกลมนั้นเพื่อป้อนข้อมูลได้เลยอีกด้วย 

จอแสดงผลยังสามารถใช้งานเป็นระบบเนวิเกเตอร์ และยังมีระบบ MINI Connected ที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ความบันเทิงทั้งหลาย อีกจุดสะดุดตาคือสวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ที่หน้าคอนโซล ใช้โยกเพื่อปิดหรือเปิดการทำงานของระบบ รวมไปถึงการสตาร์ตเครื่องยนต์อีกด้วย...รุ่นนี้ยังมีระบบ Start/Stop เมื่อรถหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะดับเพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

อีกหนึ่งลูกเล่นก็คือที่ด้านล่างหรือฐานของคันเกียร์มีวงแหวนที่สามารถบิดหมุนเพื่อปรับโหมดการขับขี่ได้ หากอยากซิ่งหรือต้องการความเร้าใจแล้วละก็ บิดไปทางโหมด Sport เลย แล้วจะได้อารมณ์ดิบของเจ้ารถเล็กกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างที่ให้ความแน่นและมั่นคง เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ตามสไตล์ Cooper S แต่หากต้องการจะเอามาขับชิลล์กันแล้วละก็เตรียมสตางค์ไว้สักหน่อย   พลังของเจ้า MINI Cooper S F56 นี้ได้มาจากเครื่องยนต์รหัส B48 เป็นเครื่องยนต์  4 สูบ 16 วาล์วเทอร์โบ ความจุทั้งสิ้นถูกเรียกว่าเป็นรถ 2,000 ซีซี เพราะปัดขึ้นจากปริมาตรสุทธิคือ 1,998 ซีซีนั่นเอง  แล้วแรงหรือเปล่า เจ้าตัว S นี้มากับแรงม้า 192 ตัว โดยที่ใช้รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดจะมีอยู่ 280  นิวตันเมตร แต่มีให้ใช้กันแบบจะจะ ตั้งแต่รอบต่ำๆ  ที่ 1,250 ไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที ทั้งนี้แล้ว ช่วงที่เราต้องการความเร็วหรือขยี้คันเร่ง เช่น ต้องการจะแซง (ช่วงโอเวอร์บูส) จะมีแรงบิดขยับขึ้นมาให้ใช้กันถึง 300 นิวตันเมตรกันเลยทีเดียว การทำความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาทั้งสิ้น 6.7 วินาที และความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ก็อยู่ที่ 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถเล็กแบบนี้ เร็วเอาเรื่องนะจะบอกให้ 
เจ้ารถแฮทช์แบ็ค 3 ประตูภายใต้รหัสที่สาวก MINI เขาเรียกกันว่า F56 ว่า MINI นั้นไม่ใช่ว่าเห็นหน้าตาคล้ายกันหมดแล้วมันล่ะ มันยังมีรายละเอียดของในแต่ละรุ่นด้วย แต่ด้วยความเร้าใจแล้วมันจะต้องเอาตัวเด็ดที่มี 'S' ต่อท้ายนี่แหละมาดูกัน ปัจจุบันรถอังกฤษพันธุ์เล็กนี้ถูกจับมาอยู่รวมกันและพัฒนาส่วนต่างๆ กับ BMW Group ดังนั้นมันจึงได้รับเทคโนโลยีสไตล์เยอรมันเข้ามาด้วย ทำให้ MINI ไม่ใช่เพียงรถเล็กที่ธรรมดาอีกต่อไป เอาละเจ้า F56 Cooper S เป็น 1 ใน 3 รุ่นที่เข้ามาขายในบ้านเรา อีก 2 รุ่นนั้นคือ MINI Cooper และ MINI Cooper D

ภายนอกถูกจับตกแต่งหน้าตาเสียใหม่ให้ดูมีสง่าราศีตามสมัยนิยมมากขึ้น ชุดไฟส่องสว่างด้านหน้าถูกนำเอาหลอด LED มาใช้เพื่อการส่องสว่างของไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยว รวมไปถึงไฟท้ายที่จับเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน รุ่นนี้ยังเพิ่มระบบ Keyless มาใช้ด้วย ไม่ต้องหยิบกุญแจออกมากดรีโมตให้ยุ่งยาก เพียงพกกุญแจทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ติดตัวเอาไว้แล้วเดินมาที่รถก็พร้อมขึ้นขับได้เลยทันที แต่ถ้าไม่มีกุญแจในกระเป๋าละก็อย่าได้หวังจะขึ้นเชียว 

ภายในถูกปรับให้กว้างขวางกว่ารุ่นที่ผ่านมา และที่สำคัญถูกปรับให้มีความนุ่มนวลขึ้นอีกด้วย จริงๆ แล้ว MINI มีเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่ออกเป็นสไตล์สปอร์ตจ๋า ให้อารมณ์ดิบๆ เช่นรถโกคาร์ทที่ไม่มีช่วงล่าง ให้อารมณ์ทื่อๆ แต่ด้วยกระแสการพาอาม่าไปช้อปปิ้งแล้วมีอาการไม่ปลื้มเพราะความสะเทือนนั้น ทำให้มีการปรับช่วงล่างให้นุ่มขึ้นแต่ยังคงสมรรถนะที่ดีไว้เช่นเคยด้วยความแน่นหนึบของช่วงล่าง 

ในรุ่น Cooper S ยังมีจุดเด่นที่จอ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว มาแทนที่มาตรวัดความเร็วของรุ่นก่อน ซึ่งมันจะวางอยู่ตรงกึ่งกลางคอนโซลหน้าพอดิบพอดี แต่คราวนี้มาตรวัดความเร็วถูกขยับไปไว้หลังพวงมาลัยเหมือนบรรดารถรุ่นอื่นๆ ที่เขาทำกัน แถม Cooper S ใช้ปุ่ม MINI Touch Controller ที่สามารถเอานิ้วเขียนที่ปุ่มสัมผัสทรงกลมนั้นเพื่อป้อนข้อมูลได้เลยอีกด้วย 

จอแสดงผลยังสามารถใช้งานเป็นระบบเนวิเกเตอร์ และยังมีระบบ MINI Connected ที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ความบันเทิงทั้งหลาย อีกจุดสะดุดตาคือสวิตช์ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ที่หน้าคอนโซล ใช้โยกเพื่อปิดหรือเปิดการทำงานของระบบ รวมไปถึงการสตาร์ตเครื่องยนต์อีกด้วย...รุ่นนี้ยังมีระบบ Start/Stop เมื่อรถหยุดนิ่งเครื่องยนต์จะดับเพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

อีกหนึ่งลูกเล่นก็คือที่ด้านล่างหรือฐานของคันเกียร์มีวงแหวนที่สามารถบิดหมุนเพื่อปรับโหมดการขับขี่ได้ หากอยากซิ่งหรือต้องการความเร้าใจแล้วละก็ บิดไปทางโหมด Sport เลย แล้วจะได้อารมณ์ดิบของเจ้ารถเล็กกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างที่ให้ความแน่นและมั่นคง เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ตามสไตล์ Cooper S แต่หากต้องการจะเอามาขับชิลล์กันแล้วละก็เตรียมสตางค์ไว้สักหน่อย   พลังของเจ้า MINI Cooper S F56 นี้ได้มาจากเครื่องยนต์รหัส B48 เป็นเครื่องยนต์  4 สูบ 16 วาล์วเทอร์โบ ความจุทั้งสิ้นถูกเรียกว่าเป็นรถ 2,000 ซีซี เพราะปัดขึ้นจากปริมาตรสุทธิคือ 1,998 ซีซีนั่นเอง  แล้วแรงหรือเปล่า เจ้าตัว S นี้มากับแรงม้า 192 ตัว โดยที่ใช้รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดจะมีอยู่ 280  นิวตันเมตร แต่มีให้ใช้กันแบบจะจะ ตั้งแต่รอบต่ำๆ  ที่ 1,250 ไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที ทั้งนี้แล้ว ช่วงที่เราต้องการความเร็วหรือขยี้คันเร่ง เช่น ต้องการจะแซง (ช่วงโอเวอร์บูส) จะมีแรงบิดขยับขึ้นมาให้ใช้กันถึง 300 นิวตันเมตรกันเลยทีเดียว การทำความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาทั้งสิ้น 6.7 วินาที และความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ก็อยู่ที่ 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถเล็กแบบนี้ เร็วเอาเรื่องนะจะบอกให้ 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Men
The Rhythmatic Rider
ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ เทรนด์การปั่นจักรยานแบบ Indoor Cycling กำลังบูมอย่างหนักหน่วงในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และยังมีทีท่าว่าจะมาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่จะหาคนจริงจังกับการปั่นถึงขั้นได้เป็น Instructor นั้นยังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หนุ่มเจ้าของธุรกิจร้านอาหารเกาหลีในย่านสยามสแควร์ ที่เคยชิมลางงานนายแบบมาพอสมควรคนนี้เลือกการปั่นไปพร้อมกับจังหวะมันๆ และแสงสีสุดเร้าใจ เป็นกิจกรรมหลักในการฟิตหุ่นอย่างเอาจริงเอาจังถึงขั้นถูกทาบทามให้เป็น Instructor และได้เป็นเจ้าของหุ่นลีนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงทุกสัดส่วน 
Men
Supremism
ก่อตั้งและอยู่เบื้องหลังสตรีทแฟชั่นสโตร์สุดฮิปย่านสยามแสควร์อย่าง Outcast Store มานานกว่า 10 ปี ฉิน-ธีรวีร์ วีระธรรมรัตน์ ไม่เพียงแต่ Select ไอเท็มจากแบรนด์ที่เขาชื่นชอบมาวางจำหน่ายในร้าน แต่เขายังหลงใหลไปจนถึงคลั่งไคล้ในแบรนด์ Supreme ถึงขั้นสะสมเสื้อยืดทุกรุ่นที่ออกวางขายเลยทีเดียว