1 / 2

(EXTRA)Ordinary TONY

6 ปีที่แล้ว คนรู้จักโทนี่ในฐานะลูกชายบานเย็น รากแก่น ต่อมาก็เป็นช่างผมหน้าใหม่ และปฏิเสธการเข้าวงการบันเทิง...
โทนี่ : ตอนแรกที่กลับมาจากเมลเบิร์นใหม่ๆ ใช่...ผมเคยบอกว่าไม่ได้อยากเข้าวงการ แต่สุดท้ายได้โอกาสทำ...ก็ต้องทำ

ทำไมคิดเปลี่ยนใจ
โทนี่ : ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาส และไม่คิดว่าตัวเองหล่อ (ฮา) ผมว่าดารา...ต้องหล่อ คนอาจจะมองว่าผมหน้าตาน่ารัก แต่คิดว่าตัวเองไม่ได้หล่อถึงขั้นนั้น อีกอย่างเป็นคนขี้อาย... ขี้อายมากๆ แต่เมื่อโอกาสหลายอย่างเข้ามา และมันไม่ใช่โอกาสที่แย่ มันกลับทำให้เราสนุก โดยพื้นฐานผมเป็นคนชอบศิลปะ แล้วการที่อยู่ในกองหนัง กองละคร กองแฟชั่น นั่นนี่ ล้วนแต่เป็นจุดศูนย์รวมของศิลปินหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟ ช่างภาพ ผู้กำกับฯ ช่างหน้า
ช่างผม นักแสดง ฯลฯ ทุกคนคือศิลปิน แถมหนังเรื่องหนึ่งยังมีแฟชั่น พร็อพ สถานที่ การถ่ายทำ แสง สี เสียง ฯลฯ รวมศิลปะต่างๆ ที่เราต้องการในชีวิต เพราะฉะนั้นถึงวันนี้...ก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทั้งความต้องการของเรา ความชอบของเรา หรือแม้แต่ตัวตนของเรา และผมเชื่อว่าเมื่อโตขึ้นอีกก็จะเปลี่ยนไปอีก เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ถ้าเราไปยึดติดกับอะไรบางอย่าง...มันก็ไม่ใช่ จุดนี้คิดว่าผมโชคดีมากครับที่ได้มาทำงานตรงนี้ เมื่อก่อนออกจะแอนตี้วงการบันเทิงด้วยซ้ำ เพราะมองเห็นสิ่งที่แม่ทำ...เขาดูเหนื่อย เลยตีความไปอย่างนั้นเอง แต่พอโตมาผมได้สัมผัสมันเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่าสังคมที่น่ารักแบบนี้หาไม่ได้ง่ายนะครับ ให้เรากระโดดไปอยู่ในสังคมธุรกิจก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ผู้คนก็จะต้องการอีกแบบหนึ่ง อันนี้คือผมอยู่ในกองหนัง ผมเจอเป้ (อารักษ์) เราคุยกันโดยที่ไม่ได้หวังอะไรต่อกัน เราสนุกที่ได้เล่นกีตาร์ ร้องเพลงกัน สนุกที่เจอพี่ชาย (ชาติโยดม) เอากีตาร์มาเล่นในกอง ล่าสุดเจอเจนี่ (เทียนโพธิ์สุวรรณ) เขาเป็นคนเปิดเผย คุยนู่นนี่นั่น ผมรู้สึกว่ามิตรภาพแบบนี้มันหาได้ยากในสังคมปัจจุบัน แล้วผมก็โชคดีมากที่ได้เจอ

งานของโทนี่มีทั้งถ่ายแบบ ภาพยนตร์ ละคร และดนตรี อะไรที่ทำได้ดีและแฮปปี้ที่สุด
โทนี่ : ผมว่าตัวเองเป็น Perfectionist ทำอะไรมันต้องให้ได้ดีมาก แต่วันนี้ยังครับ เรียกว่า...ยังไม่มี เพราะผมเพิ่งอยู่ตรงนี้แค่ 6 ปี มันยังไม่นานมากพอที่จะทำให้ผมเก่ง ผมไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ขนาดนั้น แต่ใช้การทำความเข้าใจ...แล้วทำมัน อาจใช้เวลามากกว่าปกติ...กว่าจะไปถึงขั้นที่เก่งมากกก

6 ปีที่ผ่านมาได้ครูเก่งๆ หลายท่าน การบ้านหนักหนาไหม
โทนี่ : พอเรียนการแสดงกับครูหลายท่าน ได้ทลายกำแพงตัวเองลง ก็เปิดตัวเองมากขึ้นเยอะ ผมรู้สึกว่าแฮปปี้กับทุกสิ่งมากขึ้น พอไปรับบทบาทอะไร ก็เข้าถึงมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแสดงแต่ละครั้งคือ ทำการบ้านครับ จะให้ผมมานั่งท่องบทก่อนเข้าฉาก หรือท่องบทตอนกลางคืนแล้วตอนเช้ามาเล่นเลย ผมไม่สามารถจำอะไรได้เลยครับ มันเห็นเป็นตัวหนังสือ ไม่เห็นเป็นภาพ ในเมื่อความจำผมไม่ค่อยดี ผมอาศัยความเข้าใจอย่างเดียว เอาบทมาอ่านก่อนรอบหนึ่งแล้วทำความเข้าใจว่า เออ... เหตุการณ์นี้ต้องการอะไร แล้วพอเข้าฉากปุ๊บ...ขออีกทีหนึ่ง และให้ใครอ่านให้ด้วย ถ้าเห็นบทแล้วมันจะจำเป็นตัวหนังสือ นี่แหละครับ...ทำการบ้าน
6 ปีที่แล้ว คนรู้จักโทนี่ในฐานะลูกชายบานเย็น รากแก่น ต่อมาก็เป็นช่างผมหน้าใหม่ และปฏิเสธการเข้าวงการบันเทิง...
โทนี่ : ตอนแรกที่กลับมาจากเมลเบิร์นใหม่ๆ ใช่...ผมเคยบอกว่าไม่ได้อยากเข้าวงการ แต่สุดท้ายได้โอกาสทำ...ก็ต้องทำ

ทำไมคิดเปลี่ยนใจ
โทนี่ : ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาส และไม่คิดว่าตัวเองหล่อ (ฮา) ผมว่าดารา...ต้องหล่อ คนอาจจะมองว่าผมหน้าตาน่ารัก แต่คิดว่าตัวเองไม่ได้หล่อถึงขั้นนั้น อีกอย่างเป็นคนขี้อาย... ขี้อายมากๆ แต่เมื่อโอกาสหลายอย่างเข้ามา และมันไม่ใช่โอกาสที่แย่ มันกลับทำให้เราสนุก โดยพื้นฐานผมเป็นคนชอบศิลปะ แล้วการที่อยู่ในกองหนัง กองละคร กองแฟชั่น นั่นนี่ ล้วนแต่เป็นจุดศูนย์รวมของศิลปินหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟ ช่างภาพ ผู้กำกับฯ ช่างหน้า
ช่างผม นักแสดง ฯลฯ ทุกคนคือศิลปิน แถมหนังเรื่องหนึ่งยังมีแฟชั่น พร็อพ สถานที่ การถ่ายทำ แสง สี เสียง ฯลฯ รวมศิลปะต่างๆ ที่เราต้องการในชีวิต เพราะฉะนั้นถึงวันนี้...ก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทั้งความต้องการของเรา ความชอบของเรา หรือแม้แต่ตัวตนของเรา และผมเชื่อว่าเมื่อโตขึ้นอีกก็จะเปลี่ยนไปอีก เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ถ้าเราไปยึดติดกับอะไรบางอย่าง...มันก็ไม่ใช่ จุดนี้คิดว่าผมโชคดีมากครับที่ได้มาทำงานตรงนี้ เมื่อก่อนออกจะแอนตี้วงการบันเทิงด้วยซ้ำ เพราะมองเห็นสิ่งที่แม่ทำ...เขาดูเหนื่อย เลยตีความไปอย่างนั้นเอง แต่พอโตมาผมได้สัมผัสมันเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่าสังคมที่น่ารักแบบนี้หาไม่ได้ง่ายนะครับ ให้เรากระโดดไปอยู่ในสังคมธุรกิจก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ผู้คนก็จะต้องการอีกแบบหนึ่ง อันนี้คือผมอยู่ในกองหนัง ผมเจอเป้ (อารักษ์) เราคุยกันโดยที่ไม่ได้หวังอะไรต่อกัน เราสนุกที่ได้เล่นกีตาร์ ร้องเพลงกัน สนุกที่เจอพี่ชาย (ชาติโยดม) เอากีตาร์มาเล่นในกอง ล่าสุดเจอเจนี่ (เทียนโพธิ์สุวรรณ) เขาเป็นคนเปิดเผย คุยนู่นนี่นั่น ผมรู้สึกว่ามิตรภาพแบบนี้มันหาได้ยากในสังคมปัจจุบัน แล้วผมก็โชคดีมากที่ได้เจอ

งานของโทนี่มีทั้งถ่ายแบบ ภาพยนตร์ ละคร และดนตรี อะไรที่ทำได้ดีและแฮปปี้ที่สุด
โทนี่ : ผมว่าตัวเองเป็น Perfectionist ทำอะไรมันต้องให้ได้ดีมาก แต่วันนี้ยังครับ เรียกว่า...ยังไม่มี เพราะผมเพิ่งอยู่ตรงนี้แค่ 6 ปี มันยังไม่นานมากพอที่จะทำให้ผมเก่ง ผมไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ขนาดนั้น แต่ใช้การทำความเข้าใจ...แล้วทำมัน อาจใช้เวลามากกว่าปกติ...กว่าจะไปถึงขั้นที่เก่งมากกก

6 ปีที่ผ่านมาได้ครูเก่งๆ หลายท่าน การบ้านหนักหนาไหม
โทนี่ : พอเรียนการแสดงกับครูหลายท่าน ได้ทลายกำแพงตัวเองลง ก็เปิดตัวเองมากขึ้นเยอะ ผมรู้สึกว่าแฮปปี้กับทุกสิ่งมากขึ้น พอไปรับบทบาทอะไร ก็เข้าถึงมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแสดงแต่ละครั้งคือ ทำการบ้านครับ จะให้ผมมานั่งท่องบทก่อนเข้าฉาก หรือท่องบทตอนกลางคืนแล้วตอนเช้ามาเล่นเลย ผมไม่สามารถจำอะไรได้เลยครับ มันเห็นเป็นตัวหนังสือ ไม่เห็นเป็นภาพ ในเมื่อความจำผมไม่ค่อยดี ผมอาศัยความเข้าใจอย่างเดียว เอาบทมาอ่านก่อนรอบหนึ่งแล้วทำความเข้าใจว่า เออ... เหตุการณ์นี้ต้องการอะไร แล้วพอเข้าฉากปุ๊บ...ขออีกทีหนึ่ง และให้ใครอ่านให้ด้วย ถ้าเห็นบทแล้วมันจะจำเป็นตัวหนังสือ นี่แหละครับ...ทำการบ้าน
SHARE THIS :