The Unexpected Journey

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 14.0px Tahoma} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 14.0px Tahoma; min-height: 17.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 14.0px Tahoma; color: #b18cfe; min-height: 17.0px} span.s1 {font-kerning: none} สำหรับ "โอ๊ต-เฉลิมพล อัครภิญโญกุล" ไต้หวันเป็นประเทศที่ไม่เคยอยู่ในลิสต์ที่เขาอยากไป ซ้ำในหัวยังไม่เคยมีภาพเกี่ยวกับประเทศนี้มาก่อน แต่ทริปก็เริ่มขึ้นจนได้ เมื่อวันหนึ่งเขาและเพื่อนได้เดินผ่านนิทรรศการของประเทศไต้หวันในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง แล้วได้ตั๋วเครื่องบินไป-กลับไต้หวันมากันคนละหนึ่งใบเมื่อเดินออกจากงาน และแล้วในอีก 6 เดือนต่อมา ก็ถึงเวลาที่เขาจะได้ไปสำรวจประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะพบกับอะไร

Sun Moon Lake
ในวันแรกผมและเพื่อนบินไปถึงไต้หวันแต่เช้าตรู่ โดยมีจุดหมายแรกของทริปเป็น Sun Moon Lake ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินประมาณ 4 ชั่วโมง ผมเลือกนั่งรถไฟความเร็วสูงมาต่อรถบัส เช็กอินโรงแรมแล้วก็มุ่งไป boat trip ตามแพลนที่วางเอาไว้ ที่ท่าเรือหลัก เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการกดชัตเตอร์เก็บภาพวิวทะเลสาบ ภูเขาของจริงใหญ่กว่าในรูปมาก แถมยังสวยเหมือนภาพวาด เรือพาเราข้ามฟากไปอีกฝั่งเพื่อไปไหว้พระที่อยู่บนภูเขา และพาไปต่ออีกฟากหนึ่งเพื่อไปตลาด แต่เราก็ใช้เวลากันไม่มากเพราะอยากปั่นจักรยานรอบทะเลสาบมากกว่า สำหรับผม ความประทับใจในการมา Sun Moon Lake คือการได้ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางจักรยานที่มีวิวสองข้างทางสวยงาม น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวมรกต และการได้แวะ Xiangshan Visitor Center จุดพักที่ซ่อนตัวอยู่กลางเขาระหว่างเส้นทางปั่นจักรยาน ด้วยดีไซน์ที่ดูทันสมัยเหมือนกับอยู่ในโลกอนาคต ภายในมีคาเฟ่พร้อมกับวิวทะเลสาบของ Sun Moon Lake ที่สวยงามมาก เราใช้เวลาที่นี่กันเป็นชั่วโมงๆ ยกกล้องกดชัตเตอร์ราวกับทิวทัศน์ตรงหน้าเปลี่ยนแปลงทุกนาที 


 
 
Alishan
จุดหมายสำหรับเช้าวันนี้คือ อุทยานแห่งชาติ Alishan ด้วยการโดยสารรถบัสขึ้นเขาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ตลอดทางเป็นวิวแม่น้ำบ้าง ภูเขาบ้าง ภาพหมู่บ้านที่อยู่ในหุบเขาเป็นวิวที่สะอาดตาเพราะไม่มีป้ายโฆษณามารบกวนเลย ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ระหว่างทางไปเรื่อยๆ ก็มาถึงเขตอุทยาน ซึ่งเท่าที่เราทำการบ้านมา เมื่อมาถึงจะต้องซื้อตั๋;รถไฟเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นของวันพรุ่งนี้ก่อน เพราะในตอนเช้าห้องขายตั๋วจะยังไม่เปิด 
 

 
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เราก็ออกมาเดินเล่นในป่าสน เวลานั้นประมาณบ่าย 3 โมง แต่ภาพที่เห็นเหมือนกับเวลาเช้าเนื่องจากหมอกลงจัด บางช่วงก็มองไม่เห็นทางเลย เราไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นไกลแค่ไหน แต่ตลอดทางเป็นวิวของป่าสนที่ดูยิ่งใหญ่และแปลกตา จนทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อย เดินชมวิว ถ่ายภาพกันไปเรื่อยๆ ก็ถึงสถานีรถไฟกลางป่าที่จะพาเรากลับไปยังสถานีแรกที่เราเดินมา ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเราหลุดมาอยู่ในอีกยุคหนึ่ง ด้วยความเป็นธรรมชาติของสถานีรถไฟที่อยู่บนเขา และตัวรถไฟแบบโบราณสีแดงสด เราขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายมายังที่พักพร้อมกับภาพความประทับใจที่เก็บไว้จนเต็มเมมโมรี่ เย็นวันนั้นผมและเพื่อนเลือกร้านอาหารสไตล์ดั้งเดิมบนเนินเขา แล้วสั่ง Hot Pot ในแบบพื้นเมือง พร้อมกับของกินเล่นที่เราชอบกันมากๆ คือ Fried King Oyster Mushroom สั่งมากินแกล้มเบียร์ไต้หวันเย็นๆ ประกอบกับอากาศหนาวด้านนอกร้านถือเป็นมื้ออาหารที่วิเศษมากเลยทีเดียว
 

 
 
Sunrise Moment
เช้าวันต่อมาเรายังอยู่กันที่ Alishan เราตื่นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อนั่งรถไฟไปดูพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางเงารางๆ ของป่าสน ประกอบกับซาวด์แทร็กภาษาจีนตลอดเส้นทาง ความรู้สึกตอนนั้นคงจะฟีลเดียวกันกับหนังเรื่อง Lost in Translation ...ใครหลายคนอาจจะคิดว่าทำไมต้องดูพระอาทิตย์ขึ้น เพราะที่ไหนๆ พระอาทิตย์ก็ขึ้นเหมือนกันทุกวัน แต่ผมว่าช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นเป็นเหมือนความสงบชั่วขณะหนึ่งที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง และเมื่อแสงแรกของวันมากระทบใบหน้า ผมมีความสุขเล็กๆ อย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับการที่เราตั้งตารออะไรสักอย่าง แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นตรงหน้าเรา... ถึงช่วงสายๆ เราเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองไทเป เดินชมตึก Taipei 101 แลนด์มาร์กของไต้หวันที่ภายในมีห้างสรรพสินค้ามากมาย เราเดินกันแค่พักเดียว ก่อนกลับโรงแรมเพื่อชมเมืองในวันรุ่งขึ้น

 
 
Museum Day
วันนี้เป็นวันพักผ่อนหลังจากที่ออกนอกเมืองมา 2 วัน เราเลือกชมมิวเซียม 2 แห่ง คือ National Taiwan Museum และ Taipei Fine Arts Museum ทั้งสองแห่งนี้มีความแตกต่างกันมาก โดยที่แรกเป็นมิวเซียมที่เก่าแก่ที่สุดในไต้หวัน สร้างขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นยังปกครองไต้หวันอยู่ ภายในจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไต้หวัน สิ่งที่เราชอบกันมากๆ เลยคือตัวอาคารที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบในยุคเรอเนซองส์ทั้งหมด ส่วน Taipei Fine Arts Museum นั้น ตัวอาคารมีความทันสมัยแบบโลกอนาคต ตัวงานภายในเน้นความครีเอท หยิบจับสิ่งของง่ายๆ มาทำให้เกิดเป็นศิลปะ 

กิจกรรมต่อจากนั้นเราก็ไปที่ตลาดปลากัน เป็นอีกที่ที่ recommend ว่าควรจะไปให้ได้ ตลาดปลานี้มีหลายคนรีวิวว่าซูชิราคาถูกและคุณภาพดี ซึ่งเป็นเรื่องจริง ซาชิมิถาดหนึ่งประมาณ 200 บาท แต่เราได้แซลมอนกับทูน่ามาเต็มถาด มีทั้งแบบที่ให้เขาทำสด กับแบบที่เตรียมไว้แล้ว โดยที่ราคาไม่ต่างกันมาก พออิ่มแล้วเราไปต่อกันที่ 1914 Creative Park ที่มีนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับหนัง ศิลปะ แฟชั่น รวมถึงร้านขายของน่ารักๆ เต็มไปหมด เย็นนั้นเรานั่งรถไฟฟ้าไปที่ Bo Pi Liao ถนนเก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในไทเป อาคารต่างๆ ในถนนเส้นนี้ก็สร้างจากอิฐสีแดงและไม้ทั้งหมด เลยได้บรรยากาศเหมือนอยู่ในสมัยโบราณ




Slow Days
สองวันสุดท้าย เราจะใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ โดยเน้นเดินช้อปปิ้งและแวะร้านกาแฟ ย่านที่แนะนำให้เดินเล่นมากที่สุดเลยคือ Fujin Street กับ Xiong Xiao Dunhua สองย่านนี้อยู่ไม่ใกล้กันเลย Fujin Street เป็นชุมชนที่มีถนนเส้นหนึ่งคั่นกลาง มีร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้า รวมถึงของแต่งบ้าน ถนนหนทางเต็มไปด้วยความร่มรื่น มีต้นไม้เต็มตลอดสองข้างทาง เหมาะสำหรับการมานั่งชิลล์ๆ จิบกาแฟแก้วโปรด ส่วน Xiong Xiao Dunhua จะคึกคักหน่อยเพราะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย มีร้านขายเสื้อผ้า ร้านกาแฟ ซ่อนอยู่มากมายในซอยย่อยต่างๆ ถัดจากถนนใหญ่ ถือเป็น hidden gem ที่ควรเดินให้ทั่ว



สำหรับผม ไต้หวันเป็นประเทศที่มีเสน่ห์มากๆ เพราะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติที่ธรรมชาติมากๆ อาหารอร่อย ผู้คนอัธยาศัยดี ยิ่งพอเราอยู่สักพักก็จะเห็นความน่ารักของบ้านเมือง ผู้คน และความเป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆ จากวันแรกที่ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยกับไต้หวัน จนมาถึงวันสุดท้ายที่กลายเป็นว่าไม่อยากกลับเสียแล้ว ใครที่ได้มาก็ต้องหลงเสน่ห์ของประเทศนี้อย่างแน่นอน


 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Lifestyle
Organika House
เคยบ้างไหมในบางวันที่อยากปิดคอมพ์ วางปากกา แล้วหนีงานไปว่ายน้ำกลางทะเล ไม่ก็สูดอากาศเย็นๆ บนยอดเขา อารมณ์แบบนี้มันก็ต้องมีกันบ้าง แต่ใช่ว่าเราจะสามารถทำอย่างใจอยากได้เสมอไป อย่างมากก็ทำได้แค่ดูรูปไปเที่ยวของชาวบ้านแล้วกดไลค์ให้ด้วยความอิจฉา ทั้งที่ยังนั่งตัวติดอยู่กับโต๊ะทำงานตัวเดิม แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าวันหยุดยาวยังอยู่ไกล แต่ก็อยากให้เวลากับตัวเองบ้างสัก 2-3 ชั่วโมงก็ยังดี...
Lifestyle
Cocotte Farm Roast & Winery
เกือบบ่ายสองแล้วตอนที่พวกเรามาถึงที่ร้าน Cocotte Farm Roast & Winery ทำให้คนดูบางตาและไม่วุ่นวายอย่างที่คิด จะว่าไปนี่ก็เป็นข้อดีของการเลือกมาร้านที่กำลังฮิตๆ ในช่วงเวลาที่ไม่ตรงมื้อนัก จะได้ไม่ต้องมายืนรอคิวหรือโทรจองล่วงหน้า แถมพอคนเริ่มซา บรรยากาศก็น่าสบายกว่าอีกด้วย
Lifestyle
SACICT : Craftsmanship for Cultural Wealth
กล่าวกันว่าในบรรดาองค์ประกอบที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนหมดจด \'ผลงานศิลปหัตถกรรมไทย\' นับว่าคือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมแห่งชาติไทยที่ดำเนินสืบเนื่องมายาวนานนับร้อยปี