The Legend Lives On

สถาปนิกผู้ตายตาไม่หลับ 

ถ้าผมเอ่ยชื่อของเขาคนนี้ คงจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องร้อง “อ๋อ” กันเลยทีเดียว อาจจะมีคนที่รู้สึกคุ้นหู ไปจนถึงคนที่รู้จักและคุ้นเคยกับผลงานของเขา ที่ถูกยกให้เป็นผลงานชิ้นสำคัญๆของโลก ไม่ว่าจะเป็น Egg Chair, Swan Chair, หรือ Series 7 ที่เรียกได้ว่าถูกขนานนามให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีจำนวนการขายต่อชิ้นมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีคนจ้องจะลอกเลียนแบบมากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน หลายคนคงสงสัยว่า ถ้ามีชื่อเสียงขนาดนี้ แล้วทำไมผมถึงเกริ่นเมื่อตอนต้นเรื่องว่าเขาตายตาไม่หลับล่ะ เขาคนนั้นก็คือ Arne Jacobsen  (อาร์เน่ แยคอปเซน) นั่นเอง

 

แยคอปเซนเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1902 ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก  เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีความคิดสร้างสรรค์เหลือล้น ตั้งแต่เด็กเขามุ่งมั่นที่จะศึกษาต่อในด้าน Fine Arts เพื่อเป็นศิลปินวาดภาพสีน้ำ แต่พ่อกับแม่ของเขาซึ่งทำงานสายนี้มาโดยตลอด กลับผลักดันให้เขาเลือกเรียนด้านสถาปัตยกรรม โดยมีความเชื่อว่า ลูกชายคนนี้นั้นเหมาะกับการทำงานเป็นสถาปนิกมากกว่า ด้วย ไอเดียและวิสัยทัศน์ที่ไม่เหมือนใครในสมัยนั้น
 

 
ส่วนสาเหตุที่ผมบอกว่า เขาตายตาไม่หลับนั้นเป็นเพราะว่า ตัวเขาเองไม่เคยวาดฝันว่า ชีวิตบั้นปลายของเขาจะมาโด่งดังจากผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เพราะผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นงานสถาปัตย์ที่เขาออกแบบไว้มากมายนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1920 ถึงปลายปีค.ศ. 1971 ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต ส่วนการออกแบบเฟอร์นิเจอร์นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เขาออกแบบขึ้นมาเพื่อทำให้งานสถาปัตย์ของเขาสมบูรณ์ เรียกได้ว่า แยคอปเซนนั้นเป็น Perfectionist ตัวจริง เขาเป็นคนที่ถ้าได้รับงานสถาปัตย์ใดๆก็ตามมาแล้ว ก็อดที่จะออกแบบส่วนประกอบทุกๆอย่างในอาคารนั้นไม่ได้ นอกจากเฟอร์นิเจอร์แล้ว  ยังมีกลอนประตู มือจับ วงกบหน้าต่าง ลวดลายวอลเปเปอร์ เรื่อยไปจนถึงจาน ชาม ช้อน ส้อม สวิ ตช์ไฟ ปลั๊กไฟ หรือแม้กระทั่งฟอนต์ที่ใช้ในสถานที่นั้นๆ เรียกได้ว่า เขาสามารถเป็นทั้งสถาปนิก นักออกแบบภายใน นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และ Creative Agency ภายในคนเดียวก็ยังได้

แต่งานของแยคอปเซนนั้นอิงกับแนวโมเดิร์น และ Futuristic มากๆ เรียกได้ว่า เขาเป็น Zaha Hadid (ซาฮา ฮาดิด) ในสมัยนั้นเลยทีเดียว เพราะเขาเป็นคนแรกที่นำเอา Modern Architecture เข้าไปในประเทศแถบสแกนดิเนเวียน ทำให้ประเทศในแถบนั้นได้สัมผัสกับงานสถาปัตยกรรมที่วัสดุส่วนใหญ่ทำจากอุตสาหกรรมหนักอย่าง เหล็ก หรือ กระจก แต่สิ่งที่ไม่เหมือนฮาดิดในสมัยนี้ก็คือ ผู้คนเปิดกว้างยอมรับ และสรรเสริญกับความแตกต่างจนทำให้ฮาดิดนั้นโด่งดังเป็นพลุแตก ในทางกลับกันแยคอป-เซนกลับมีแต่คนขนานนามว่าเป็น ปีศาจของวงการสถาปนิกที่เกิดมาเพื่อทำลายสภาพแวดล้อม และภูมิทัศน์อันสวยงามของเมือง ผลงานเด่นๆของเขา อาทิเช่น Lifeguard Tower ในหาดเบลล์วูเมื่อปีค.ศ. 1931 Skovshoved Petrol Station ในเท็กซัสเมื่อปีค.ศ. 1936 
และหลังจากสงคราม โลกครั้งที่หนึ่งเขาก็ได้ออกแบบ SAS Royal Hotel ขึ้นในปีค.ศ. 1958 

 
ซึ่ง SAS Royal Hotel นี่เองที่ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นแท่นปีศาจแห่งวงการ สถาปัตย์ และเทวดาแห่งวงการเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจาก SAS Royal Hotel ได้ให้กำเนิดเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญๆของโลก ไม่ว่าจะเป็น Ant Chair, Egg Chair, Drop Chair, Swan Chair, และ AJ Table Lamp ซึ่งยังรวมถึงพวกข้าวของเครื่องใช้ หรือเครื่องครัวต่างๆในโรงแรมที่เขาออกแบบ ก็ได้อานิสงค์รับชื่อเสียงอย่างเต็มๆไปตามๆกัน
หลังจากนั้นก็มีงานสถาปัตย์อีกมากมายไม่ว่าจะเป็น St.Catherine College ในอ็อกซ์ฟอร์ด Denmark National Bank และโปรเจ็กต์ที่เจ้าของผลงานเสียชีวิตลงก่อนที่จะเสร็จสมบูรณ์อย่าง The Royal Danish Embassy ในลอนดอน

 

 
เชื่อว่างานสถาปัตยกรรมข้างต้นที่กล่าวมา ยังเทียบชั้นไม่ได้กับงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ลองดูใน Timeline ด้านข้างถึงผลงานออกแบบของ อาร์เน่ แยคอปเซน ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยมากว่า 70 ปี ผลงานเหล่านั้นก็ยังดูร่วมสมัย และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากในปัจจุบัน เขาจึงถือได้ว่าเป็น Golden Boy ของยุค Modernism อย่างแท้จริง ผลงานของเขายังเป็น Permanent Collection ของพิพิธภัณฑ์ชื่อดังหลายแห่ง อาทิเช่น The Museum of Modern Art ใน นิวยอร์ก The Design Museum ในลอนดอน  The San Francisco Museum of Modern Art และ Louisisna Mesum of Modern Art ในโคเปนเฮเกน

เรื่อง Veekrit
ภาพ ลิขสิทธิ์
SHARE THIS :