Nordic Nomadic

ผมเดินทางไปนอร์เวยในช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวเป็นเวลา 10 วัน ทริปนี้ผมเน้นขับรถไล่ไปตามเกาะต่างๆ ได้แวะไปเที่ยวอยู่ประมาณ 3-4 เมือง โดยไปแวะเที่ยวในตัวเมืองออสโลเป็นที่หมายสุดท้าย เริ่มจากแวะไปหาเพื่อนที่เมืองสโล- โมว่า ต่อด้วยซอร์ทแลนด์ ซาโว- เลอว่า แล้วขับไล่ลงมาตามเส้นทาง E10 ลัดเลาะไปตามหมู่เกาะโลโฟเทน   ซึ่งขับรถยากมาก เพราะถนนเลนแคบแบบรถบัสสวนกันแทบจะไม่ได้ วิวสองข้างทางสวยมาก ธรรมชาติสมบูรณ์มากจริงๆ เต็มไปด้วยภูเขา ทะเลสาบ และต้นไม้ มีบ้านหลังเล็กๆ สีแดงแซมอยู่เป็นหย่อมๆ มีฝูงแกะอยู่สองข้างทาง บางครั้งก็เดินข้ามถนนมาบ้าง  ระหว่างทางไม่มีจุดแวะพักให้ซื้อน้ำ ซื้อของว่างนะครับ เราต้องเตรียมเสบียงใส่ตู้เย็นในรถไปเอง ไม่อย่างนั้นมีอดแน่ๆ  
 

ค่าครองชีพที่นั่นแพงมาก น้ำขวดละประมาณ 100 บาท ถึงจะซื้อของมาทำอาหารเองที่บ้านก็ยังแพงอยู่ดี โชคดีที่เพื่อนผมที่อยู่ในออสโลทำอาหารเก่งมาก เลยได้ฝากท้องกับเขาทุกวัน   เมนูท้องถิ่นที่ได้ลองทาน คือ เนื้อปลาวาฬรมควัน ฉีกออกมาเป็นแผ่นๆ ทานคู่กับขนมปัง รสชาติของมันเหมือนเนื้อวัว แต่เท็กซ์เจอร์ไม่เหนียวเท่า แต่ส่วนใหญ่จะได้ทานแต่ขนมปังกับชีส ซึ่งเป็นอาหารเช้าของที่นั่น เมนูอร่อยๆ ที่ผมชอบ คือ เนื้อปลาเทร้าต์
 

 
ก่อนไปผมทำการบ้านมาพอสมควรสำหรับออสโล แต่ส่วนเกาะด้านบนนี่ต้องให้เพื่อนขับรถพาไปอย่างเดียวเลย เพราะผมไม่มีใบขับขี่สากลด้วย เอาจริงๆ แล้ว วิวทิวทัศน์สองข้างทางของเกาะด้านบนนอร์เวย์ไม่ต่างกันมาก แต่ความสนุกอยู่ที่การได้ไปเดิน Trekking บนเขาที่ซอร์ทแลนด์ เดินขึ้นเขาเป็นระยะทางที่ไกลมาก เหนื่อยมากๆ ครับ
เซอร์ไพรส์ของทริปนี้อยู่ที่การได้ดูแสงเหนือโดยไม่คาดหมาย เพราะเพื่อนผมบอกว่า ช่วงที่เราไปไม่ใช่ฤดูกาลที่เห็นแสงเหนือได้บ่อยๆ ช่วงที่ผมไปบางวันฝนก็ตก แต่แสงเหนือมักจะเกิดในวันที่แสงแดดออก ท้องฟ้าเปิด แต่อากาศหนาว แต่วันก่อนกลับได้เห็นเข้าจังๆ ซึ่งโชคดีมากที่ผมตัดสินใจเลื่อนตั๋วกลับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เห็นแน่ๆ แสงเหนือแว้บมาให้เห็นเหนือท้องฟ้าเมืองซอร์ทแลนด์ ซึ่งโอกาสเห็นน้อยมาก เพราะแสงไฟจากตัวเมืองด้านล่างก็บดบังไปบางส่วน แต่ยังโชคดีที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน แว้บแรกที่เห็นผมกับเพื่อนนั่งคุยกันอยู่ในบ้าน พอเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นแสงสีเขียวบนท้องฟ้าเท่านั้นแหละ พวกเรารีบขึ้นรถออกไปตามล่าทันทีเลยครับ เราขับรถไปที่หลังเขาแถวบ้าน ซึ่งค่อนข้างมืด แสงเหนือโผล่หน้ามาให้เราชื่นชมแค่ 15 นาที แล้วก็หายไป แต่แค่นั้นก็ตื่นเต้นมากแล้วครับ 

 
ปิดท้ายทริปด้วยเมืองหลวงอย่างออสโล ที่ผมตระ- เวณเช็คอินตามจุดที่ปักหมุดไว้ ส่วนใหญ่เป็นร้านกาแฟ ร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายของวิน- เทจ ร้านเฟอร์นิเจอร์   ร้านรวงที่นั่นโคตรเท่ แต่ข้าวของที่นั่นค่อนข้างแพง ซื้ออะไรกลับมาได้ไม่กี่อย่าง Dream Catcher สีดำล้วนที่แขวนอยู่ในสตูดิโอของผมเป็นหนึ่งอย่างที่ได้มาจากออสโล ใครไปออสโลแนะนำให้ไปเดินเล่นที่จตุรัสกรันเนอ- ร็อคค่า  ซึ่งเป็นย่านฮิปสเตอร์ของที่นั่น เดินเข้าไปในย่านนี้ปุ๊บเราจะเจอแต่คนแต่งตัวเท่ๆ คนนอร์เวย์เขาให้ความสำคัญกับเรื่องไลฟ์สไตล์มาก เขาจะมา แฮ้งก์เอาท์กันในย่านพวกนี้เท่านั้น  แต่ต้องขยันเดินหน่อยนะครับ เพราะย่านนี้อยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 1 กม. ถัดมาผมแวะมาเดินเล่นในย่านท่าเรือติดทะเล เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ ผมชอบถ่ายภาพธรรมชาติพวกสถาปัตยกรรมในตัวเมืองในวันที่มีแสงแดดจัดผมก็ชอบ
สำหรับคนชอบถ่ายรูปอย่างผม ทริปนี้ได้ทั้งวิวแลนด์สเคปสุดอลังการ วิวทิวทัศน์ในตัวเมืองที่องค์ประกอบสีสวยจัด และได้ภาพแสงเหนืออันเหลือเชื่ออีกต่างหาก ถึงกลับบ้านไปกระเป๋าสตางค์จะเบาหวิว แต่ก็คุ้มค่าครับ
 



 

TIPS 
• ค่าครองชีพที่นี่สูงก็จริง แต่ผมว่า ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดไปเยอะมากก็ได้ เพราะใช้บัตรเครดิตรูดก็ได้เรทเท่ากันอยู่ดี
• ถ้าจะไปล่าแสงเหนือ ขอให้เตรียมเสื้อซูเปอร์มหาหมีที่กันหนาวได้ดีที่สุด ฮีทเทค ลองจอนห์ เสื้อขนเป็ด เตรียมไปให้พร้อม
• ผมใช้กล้อง Mirrorless ธรรมดาๆ ถ่ายภาพแสงเหนือ แต่ต้องใช้ขาตั้งกล้องด้วยนะครับ เลนส์ต้องเลือกใช้เลนส์ไวด์ ผมใช้เลนส์ Fix12mm F1.4 ซึ่งเก็บภาพได้กว้างมาก ถ่ายภาพในที่มืดได้ดีมาก 
• พกขวดน้ำไว้สักขวด จะได้ไม่ต้องซื้อน้ำดื่ม เพราะน้ำประปาของที่นั่นดื่มได้อยู่แล้ว
• ในสถานีรถไฟไม่มีพนักงานตรวจตั๋ว ใครๆ ก็เดินเข้าไปได้ แต่ต้องแสตมป์บัตรก่อน ข้างในจะมีพนักงานคอยสุ่มตรวจ ถ้าเขาตรวจเจอว่า เราไม่ได้แสตมป์บัตรก่อน จะต้องเสียค่าปรับบานเลยครับ 
• เครื่องซื้อตั๋วรถไฟรับเหรียญเท่านั้น  ถ้าไม่มีเหรียญให้ซื้อบัตร One-Day Pass ในซูเปอร์มาร์เก็ตจะสะดวกกว่า
• เรื่องอินเตอร์เน็ตให้เช่าพ็อคเก็ตไวไฟจากเมืองไทยไปได้เลยครับ   

เรื่อง Pisut/21day 
ภาพ 21day

SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Lifestyle
Unconventional Art
ถ้าอาหารบนโต๊ะและบรรยากาศตรงหน้าจะถูกเปรียบเป็นงานศิลปะ มันคงเป็นศิลปะแนวทดลองผสมกับเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตเล่นสดๆ ที่มีกรอบหลวมๆ แทนบท แทบไม่มีการจัดฉาก และเมื่อจบตอนผลลัพธ์นั้นกินได้ด้วย มันให้รสชาติแตกต่างเมื่อเทียบกับเมนูที่เสิร์ฟทั่วไปในร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งก็แน่ละ เพราะที่นี่เรียกตัวเองว่า \'โรงงานจิตรกรรมโภชนาไร้รูปแบบ\' ไม่ใช่ร้านอาหารเสียหน่อย!