The Woman Who Reads

พาไปชมนิทรรศการชุดที่ 7 ในซีรีส์ Culture Chanel ณ Ca' Pesaro International Gallery of Modern Art แห่งเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ที่ที่ทำให้เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำว่า Reading is Luxury ผ่านชีวิตของ Gabrielle Coco Chanel ในมิติที่น้อยคนจะรู้ว่าความคิดสร้างสรรค์ของเธอล้วนกำเนิดมาจากการเป็นนักอ่านตัวยง

ตั้งแต่ครั้งแรกที่จัดโครงการ CULTURE CHANEL ขึ้นในปี ค.ศ.2007 โครงการนี้ก็เป็นที่รู้จักดีด้วยการจัดแสดงคอลเล็กชั่นต่างๆ ซึ่งสร้างสรรค์และกํากับดูแลโดย Jean-Louis Froment โครงการนําเสนอเรื่องราวชีวิตของ Gabrielle Chanel และแบรนด์ CHANEL โดยนําเสนอธีมหัวข้อที่ริเริ่มขึ้น ในแต่ละครั้งการแสดงเรื่องราวดังกล่าวได้ครอบคลุมเหตุการณ์ในศตวรรษที่ 20 และดําเนินมาอย่างต่อเนื่องสู่ความทันสมัยในยุคปัจจุบัน โดยมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมในยุคของเธอ

นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวในสถานเลี้ยงเด็กกําพร้าใน Aubazine จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หนังสือและผู้เขียนหนังสือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Homer, Plato, Virgil, Sophocles, Lucretius, Dante, หรือ Montaigne มีส่วนชี้นําทางชีวิตของ กาเบรียล ชาเนล โดยช่วยหล่อหลอมจินตนาการของเธอ การแสวงหาในโลกของจิตวิญญาณและสิ่งที่มองไม่เห็น



นี่เป็นครั้งแรกที่บรรดาหนังสือ สมุดบันทึก จดหมาย ภาพวาด ภาพถ่าย และสิ่ง ละอันพันละน้อยในห้องสมุดของ Mademoiselle Chanel ณ เลขที่ 31 ถนน Cambon อพาร์ตเม้นต์ของเธอ ถูกนำมาจัดแสดงเพื่อบอกเล่าให้เราเห็นถึงปริมาณความคิด ความรู้สึก ของผู้หญิงระดับไอคอนคนนี้ ซึ่งทับถมกันอยู่มากมายกว่าสิ่งของต่างๆ ที่ยึดพื้นที่อยู่ในนั้น อย่างเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ...ขนาดอันไม่ใหญ่โตของอพาร์ตเม้นต์ กลับกลายเป็นเหมือนห้องสมุดขนาดยักษ์ที่บรรจุงานประพันธ์โดยตัวมาดมัวแซลล์ที่มอบให้แก่คนรุ่นหลัง ทั้งเส้นสายที่ถูกลดทอนจนคมกริบบนตัวเสื้อ รสนิยมในแบบยุคคลาสสิก ความหลงใหลในสไตล์บาโรก ความรักที่เธอมีให้กับรัสเซีย และเวนิส...ที่ที่เป็นหนึ่งในต้นกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจของเธอที่ถูกสร้างออกมาเป็นผลงานต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


"ชีวิตจริงของเรานั้นช่างเล็กจ้อย ชีวิตที่เราใฝ่ฝันนั้นสิ มันใหญ่โตถาวรและจะยังคงอยู่ แม้ความตายก็ไม่อาจหยุดมันได้" คือบันทึกจากลายมือของ กาเบรียล ชาเนล อันเป็นชิ้นงานที่ใช้เปิดนิทรรศการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความ หลงใหลในงานกวี ซึ่งหนังสือบทกวีต่างๆ นั้นเป็นหัวใจหลักของห้องสมุดที่เธอสร้างไว้ในอพาร์ตเม้นต์ และมันยังนำให้เธอไปสู่ความสัมพันธ์อันยาวนานกับบรรดากวีชื่อดังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Jean Cocteau, Max Jacob และ Pierre Reverdy ซึ่งต่างก็เคยแต่งบทกลอนและเขียนจดหมายถึงเธอกันอยู่เป็นประจำ ...ความใกล้ชิดกับเหล่ากวีและนักเขียนยุคระหว่างสงครามนี้ ทำให้เธอหล่อหลอมความคิดและตกผลึกในศาสตร์ศิลป์ของตัวเธอเอง ซึ่งนั่นก็คือ 'แฟชั่น' ในแบบใหม่ที่สุดของยุค ซึ่งละทิ้งความเป็นของสวยงามชั่วครั้งชั่วคราว ไปสู่ความไร้กาลเวลา

กาเบรียล ชาเนล เคยบอกกับ Paul Morand นักเขียนชื่อดังในยุค 20s (เจ้าของผลงาน Venises) ว่า ตั้งแต่เล็กจนโต หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ ซึ่งถือเป็นความย้อนแยงที่น่าฉงน ด้วยความเงียบงันในห้วงเวลาของการอ่านกลับกลายเป็นเสียงตะโกนที่ปลุกให้เธอตื่นขึ้นในโลกที่กว้างกว่าเดิม ทันใดนั้นก็พาเธอหนีไปจากมัน เข้าสู่ความฝันที่เธอใช้ขีดเส้นทางชีวิต สร้างตัวตนใหม่จากวรรณกรรมอันล้ำค่าที่ได้ผ่านสายตา และในที่สุดแล้วมันก็ได้ทำให้เธอมีพลังมากพอที่จะเขียนตำนานแห่งชีวิตของเธอได้


ความสัมพันธ์ระหว่าง กาเบรียล ชาเนล กับ Jean Cocteau ก่อกำเนิดผลงานสร้างสรรค์มากมาย เธอออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับงานละครของเขากว่า 5 เรื่อง รวมถึง Blue Train บัลเลต์ที่ประพันธ์เพลงโดย Darius Milhaud และวาดผ้าม่านโดย Pablo Picasso ส่วน ค็อกโต นั้นได้วาดภาพสเก็ตช์นางแบบให้กับเธอเพื่อตีพิมพ์ลงในนิตยสารอยู่บ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือภาพพอร์ตเทรตของตัวเธอเองในสไตล์ค็อกโต ที่ใกล้เคียงกับสุนทรียะแบบชาเนล นั่นก็คือการตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น เหลือแต่เพียงเส้นสายที่เรียบแต่สวยไร้กาลเวลา



กาเบรียล ชาเนล เขียนบทความชื่อว่า When Fashion Illustrate History ในปี 1936 กล่าวถึงความหลงใหลในรูปพอร์ตเทรตหญิงสาวสมัยเรอเนซองส์โดย Lucas Cranach และ François Clouet. ซึ่งสวมชุดดำมีคอปกเล็กๆ หรือประดับด้วยแผงคอที่ส่งให้เครื่องประดับอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ผู้หญิงเหล่านั้นครอบครองโดดเด่นแก่สายตาผู้คนมากขึ้น



Film Still จากภาพยนตร์ที่เขียนบท กำกับ และแสดงโดย Jean Cocteau เรื่อง Testament of Orpheus กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในภาพขวาโอย Richard Burbridge ในปี 2010 






แนวทางศิลปะหัวก้าวหน้าแบบ Dada กำเนิดขึ้นในซูริก เมื่อปี 1916 หนึ่งในสังคมคนใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ก่อตั้งที่อาศัยอยู่ในปารีสอย่าง Tristan Tzara และ Francis Picabia นั้นมีกาเบรียล ชาเนลอยู่ด้วย อันเห็นได้จากจดหมายและบทกลอนหลายฉบับที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างเธอและค็อกโตในช่วงปี 1922 ...การจำหน่ายน้ำหอมเป็นครั้งแรกของเธอในชื่อ No 5 นั้นแหวกขนบการตั้งชื่อน้ำหอมไปอย่างสิ้นเชิงด้วยค่าที่มันเหมือนจะเป็นบทกวีนามธรรมมากกว่าชื่อน้ำหอมทั่วไป อีกทั้งฉลากของน้ำหอมยังเป็นแค่เพียงตัวหนังสือสามบรรทัด ที่ออกแบบคล้ายกับใบปลิวของกลุ่ม Dada ที่แพร่อยู่ในกลุ่มผู้นิยมงานแนว Dada ในเวลานั้น

เป็นที่ทราบดีว่า Arthur Capel หรือ Boy Capel เป็นคนรักที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของ กาเบรียล ชาเนล มากที่สุด Paul Morand นักเขียนชื่อดังได้นำชีวิตรักของทั้งสองไปแต่งเป็นนิยายชื่อ Lewis and Irène ซึ่งในห้องสมุดของชาเนล เธอได้เขียนบันทึกไว้ในหน้าแรกของหนังสือเล่มนี้เมื่อนักเขียนได้นำมามอบให้ว่า "ลูวิสนี่ช่างเหมือนบอยอยู่นะ"


บอย คาเพล เป็นนักธุรกิจที่หลงใหลในการอ่านวรรณกรรมเป็นที่สุด เขาได้ส่งอิทธิพลให้กาเบรียลอุทิศเวลาให้กับการอ่านหนังสืออย่างลึกซึ้งกว่าเดิมมากมาย ในนิทรรศการนี้ สมุดบันทึกที่เขาเพียรจดข้อความจากหนังสือโปรดเล่มต่างๆ ไว้ให้กาเบรียล ได้ถูกนำมาเปิดเผยเป็นครั้งแรก เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความชื่นชอบแนวคิดปรัชญาจากต่างแดนโลกของโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น ดังเช่นการที่คาเพลเป็นผู้แนะนำให้กาเบรียลอ่านคัมภีร์ภควัทคีตา ซึ่งเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกในศาสนาฮินดู

หลังจากการตายของคาเพล กาเบรียลจมอยู่ในความเศร้าโศก แม้ในความเงียบงันนั้นเธอก็ยังตามอ่านหนังสือที่คาเพลแนะนำให้อ่านทุกเล่ม หนังสือซึ่งเป็นของคาเพลนั้น ถูกเก็บไว้อย่างดีราวกับเป็นอัญมณีที่ประมาณค่าไม่ได้บนชั้นหนังสือของเธอ



"ให้เธอเอาไปคิด มันเป็นเรื่องสนุกที่จะทิ้งตัวเราไว้แล้วเดินตามจินตนาการของคนอื่น แต่อย่างไรมันก็ยังดีกว่าที่เธอจะคิดสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง" ...หน้าหนึ่งในสมุดบันทึกที่คาเพล มอบให้กาเบรียล



เรียบเรียงจากคอลัมน์ Making of ในนิตยสาร LIPS เดือนธันวาคม 2559


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Fashion
[Fashion] Girl of Summer
ปอย ตรีชฎา x มิลิน สปริง-ซัมเมอร์ 2016 จะมีการจับคู่ไหนที่แมตช์กันไปมากกว่านี้ กระโปรงมินิสั้นจุ๊ด เดรสแม็กซี่คัตเอาต์สไตล์บอดี้คอน ลายพิมพ์ งานปักรูปดาววิบวับ แวววาว เดรสเจ้าหญิงทรงเอ รองเท้าแกลดิเอเตอร์ผ้ากำมะหยี่ ฟินิชลุคด้วยเทอร์บันกรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ แซ่บ หวาน เปรี้ยว ซ่า ครบรส ชนิดไม่ต้องปรุงเพิ่มเลยทีเดียว
Fashion
Rainbow Dredlocks For Marc Jacobs SS17 Runway Show
ซีซั่นก่อนกับลุคดาร์คๆ เรายังจำได้ดี แต่มาคราวนี้ Marc Jacobs ขอปรับรันเวย์ซะคัลเลอร์ฟูลจนลืมภาพเดิมไปสนิท ที่พูดถึงกันมากก็คงเป็นการจับเอาเหล่านางแบบตัวท็อปมาแปลงโฉมเป็น Rave Girls กับทรงผมเดรดล็อกขนแกะสารพัดสี และรองเท้าบู๊ตแพลตฟอร์มสูงปรี๊ด