The Magnificent Seven

7 มืออาชีพจากแวดวงแฟชั่นที่ล้วนแล้วแต่ผ่านการศึกษาเฉพาะทาง ณ Istituto Marangoni สถาบันที่ขึ้นชื่อในศาสตร์ด้านศิลปะงานออกแบบซึ่งเก่าแก่ที่สุดในอิตาลี ซึ่งปัจจุบันมีแคมปัสอยู่ตามเมืองแฟชั่น ทั้งมิลาน ปารีส ลอนดอน ฯลฯ


Duang Poshyanonda
Director of Marangoni Information Center Thailand
Editor-in-Chief of Harper's Bazaar Thailand / Creative Director of Rouge Rouge
Master in Fashion Promotion First Honor Degree (2003 - 2004)



"ดวงเป็นนักเรียนไทยคนที่ 5 ที่ได้ไปเรียนที่มารังโกนี่ มิลาน การไปเรียนที่นี่ทำให้เราได้ซึมซับในสิ่งที่เราชอบ และได้เรียนรู้ที่จะทำทุกอย่างด้วยตนเอง วิชาจากมารังโกนี่สามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Fashion Marketing ที่ทำให้เราอ่าน Fashion Business ออก ยากที่สุด คือ Business Plan สอนให้เรารู้จักวางกลยุทธ์ทางการตลาด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งดวงยังได้นำวิชานี้มาใช้กับงานทุกอย่างที่ทำ อีกวิชาที่ชอบมาก คือ Italian Fashion Panorama ซึ่งเรียนเกี่ยวกับการเขียนรายงาน เทรนด์ มารังโกนี่มีอิทธิพลต่อชีวิตดวงมาก การเรียนที่นั่นทำให้เราเข้าใจระบบแฟชั่นทุกอย่างมากขึ้น ได้เข้าใจว่า Fashion Influencer ของอิตาลีเขาซัพพอร์ตกันอย่างไร ทั้งทางภาครัฐบาล ผู้กำหนดเทรนด์ บริษัทเท็กซ์ไทล์ และ อีดิเตอร์ การซัพพอร์ต Young Designer คือ สิ่งที่ดวงอยากทำให้กับวงการแฟชั่นไทย และไม่ใช่เฉพาะ Luxury Brand เท่านั้น แต่ดวงยังซัพพอร์ตคนเก่งๆ ในเมืองไทยด้วย ดวงอยากให้วงการแฟชั่นไทย แข็งแรงจนถึงขั้นได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งใน South East Asia

...Rouge Rouge เกิดขึ้นมาจาก Passion ของดวงเอง ดวงชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก และดวงยังยกให้ Elsa Schiaparelli ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนผู้เป็นแรงผลักดันสำคัญของยุค Surrealism เป็นไอคอน ทุกวันนี้คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ยังคงยึดงานศิลปะแนวที่ดวงชอบเป็นหลัก แต่ขยายออกเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์มากขึ้น ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เราทำ คอลเล็กชั่น Collaboration มากขึ้นด้วย ถึงแม้จะมาจาก Passion ล้วนๆ แต่ความรู้ที่ได้จากมารังโกนี่มีส่วนผลักดันให้แบรนด์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย"



Ploi Horwang
Creative Director of HIM AND HER / HER LA FEMME
Bachelor of Fashion Design (2004 - 2008)




"พลอยชอบลอนดอนอยู่แล้ว พลอยเลยส่งพอร์ตโฟลิโอมาสมัครเรียนปริญญาตรี สาขาแฟชั่นดีไซน์ที่มารังโก นี่ ลอนดอน ซึ่งพลอยเป็นนักเรียนไทยคนแรกของแคมปัสนี้ พลอยประทับใจบรรยากาศภายในแคมปัสมาก ตัวอาคารเป็นโกดังขนาดใหญ่ ระหว่างเรียนเราสามารถมองเห็นเพื่อน คลาสอื่นๆ ได้ การเรียนการสอนก็ดีมาก อาจารย์ดูแลใกล้ชิดและพร้อมให้คำปรึกษาทุกเมื่อ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เรียนที่นี่ พลอยได้เปิดมุมมองความคิดให้กว้างขึ้น และได้ลงมือทำงานเองทุกขั้นตอน ทำให้กลับมาเริ่มต้นทำงานในวงการแฟชั่นในไทยได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับแบรนด์ Nasha และ Viera การเลือกแฟชั่นไอเท็มจากหลากหลายแหล่งมาวางจำหน่ายในร้าน HIM AND HER รวมถึงการออกแบบคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง

...จากจุดเริ่มต้นในวงการแฟชั่นเมื่อปี ค.ศ. 2010 มาจนถึงวันนี้พลอยโตขึ้น สไตล์ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เลยอยากจะทำเสื้อผ้าที่เข้ากับตัวเราที่สุดในตอนนี้ จึงเป็นที่มาของ HER LA FEMME แบรนด์ที่ต่อยอดมาจากแบรนด์เก่าที่ยังเป็นผู้หญิงที่ติดซ่าแต่มีความนิ่งขึ้น เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ออกงานได้ ชุดเดียวสามารถใช้ได้ตั้งแต่กลางวันถึงกลางคืน"



Nasha Mekraksavanich
Creative Director of NASHA / Consultant of 3rdEye Showroom 
Master in Accessories Design (2009 - 2010)




"หลังจากเรียนจบด้านออกแบบตกแต่งภายในจากคณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร เตยไปเทคคอร์สเกี่ยวกับการออกแบบรองเท้าที่อิตาลี แล้วพอทราบว่า ที่มารังโกนี่มีคอร์สออกแบบเครื่องประดับเลยตัดสินใจไปเรียนที่มิลาน การมาเรียนที่นี่ทำให้ตัวเราที่ไม่เคยทำอะไรเกี่ยวกับแฟชั่นเลยได้เข้าใจศาสตร์นี้มากขึ้น เริ่มเข้าใจว่าการออกแบบคอลเล็กชั่นมีกระบวนการคิดอย่างไร รู้จักการนำเทรนด์มาใช้ในงานออกแบบของเรา โดยที่ยังคงความเป็นตัวเราอยู่ ซึ่งเราสามารถนำสิ่งที่สอนมาต่อยอดได้เยอะมาก อย่างงานที่ปรึกษาของ 3rdEye Showroom ที่เราช่วยผลักดันให้แบรนด์ไทยได้ไปแสดงผลงานในปารีสแฟชั่นวีค เตยก็ได้นำมุมมองในแวดวงแฟชั่นระดับสากลที่เตยได้ซึมซับมาจาก มารังโกนี่มาใช้ด้วยเช่นกันค่ะ

...การเรียนที่มารังโกนี่เรียนไม่หนักมาก ทำให้มีเวลาว่างให้เราไปท่องเที่ยวได้ด้วย ระหว่างทางที่เดินไปเรียนก็ได้เจออะไรสวยๆ งามๆ ซึ่งเก็บมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคอลเล็กชั่นได้เยอะ อย่างคอลเล็กชั่นล่าสุดของ NASHA เตยได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เตยเพิ่งเรียนจบแล้วได้ไปเที่ยวฟลอเรนซ์ในช่วงฤดูหนาว ช่วงนั้นหิมะตกหนักมากจนรถที่ขับไปถูกหิมะปกคลุมขาวโพลน เตยจึงนำภาพที่เห็นมา ตีความเป็นกระเป๋าที่ยังคงตกแต่งด้วยโลหะตามสไตล์ของ NASHA แต่นำเอาเฟอร์มาตกแต่งทำให้ดูคล้ายกับตัวอาคารที่ถูกหิมะปกคลุม"



Saarunthorn Techapaiboon
PR & Marketing Manager of Dior Thailand
Master in Fashion Promotion (2004 - 2005)




"ถึงแม้จะมีพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อนก็จริง แต่กิ๊ฟท์ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักออกแบบ แต่อยากทำงานในด้านธุรกิจมากกว่า จึงเลือกเรียนปริญญาโทสาขาแฟชั่น โปรโมชั่น ที่มารังโกนี่ มิลาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางแฟชั่นโลก สาขานี้สอนเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์และการตลาดสำหรับธุรกิจแฟชั่นโดยเฉพาะ ทำให้ได้เรียนรู้ทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการจัดอีเว้นต์ของแบรนด์แฟชั่นสักงานหนึ่งต้องทำอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่การทำบัตรเชิญ เซ็ตอัพสถานที่ เลือกเมนูอาหาร คัดเลือก นางแบบ จัดแฟชั่นโชว์ ทำผังที่นั่ง สื่อและเซเลบริตี้ควรจะเป็นใครบ้าง

...หลังเรียนจบกิ๊ฟท์ทำงานด้านพีอาร์และมาร์เก็ตติ้งให้กับแบรนด์แฟชั่นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Chloé, Bluemarine, Rodo, Versace, Fendi มาจนถึง Dior ซึ่งเป็นแผนกใหม่ที่เน้นการดูแลลูกค้าวีไอพีของทั้ง Dior และ Dior Homme หลังจากนั้นก็ย้ายมาดูแลด้าน พีอาร์และมาร์เก็ตติ้งให้กับ Dior เป็นหลัก ซึ่งพอมาทำงานจริงๆ ก็ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ เพราะเราผ่านบททดสอบที่เข้มข้นมาจากมารังโกนี่แล้ว"



Ston Tantraporn
Deputy Editor of Vogue Thailand / Founder of Byston / Image Consultant of Twinset Consulting 
Master in Fashion & Luxury Brand Management (2006 - 2007)




"ผมมองแฟชั่นเป็นเรื่องของธุรกิจเสมอมา เพราะฉะนั้น ผมจึงเลือกไปเรียนต่อทางด้าน Brand Management เพราะสนใจในเรื่อง Branding และมองว่าในอนาคตศาสตร์นี้จะกลายเป็นศาสตร์ที่ ผมยังจำได้ว่า มีอยู่คลาสหนึ่งเป็นคลาส Brand Marketing คลาสหนึ่งเรียนวันจันทร์ อีกคลาสเรียนวันศุกร์ เรียนหัวข้อเดียวกันแต่วันจันทร์เป็นอาจารย์สายวิชาการมาสอน ส่วนวันศุกร์เป็น Caroline Issa ซึ่งตอนนี้อาจารย์กลายเป็น IT Girl ไปแล้ว (หัวเราะ) ตามจริงแคโรไลน์ไม่ได้มีดีกรีทางสายแฟชั่นมาโดยตรง แต่เธอได้เข้ามาทำงานอยู่ในแวดวงนี้จริงๆ ทำให้เราได้มุมมองทั้งสองมุม อาจารย์ในคลาสอื่นๆ เองก็มีตัวตนที่ชัดเจนมาก บางคนจบจาก NYU บางคนเป็นมือขวาของ Hussein Chalayan ทำให้เราได้มุมมองที่รอบด้านจริงๆ

...ทุกวันนี้นอกจากงานรองบรรณาธิการ และงานที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์ ผมยังสร้างแบรนด์ Byston แบรนด์พ็อกเกตสแควร์ และผ้าพันคอ ซึ่งเกิดจากความชื่นชอบเฉพาะตัว การมีพื้นฐานด้าน Brand Management ทำให้ผมสามารถสร้างแบรนด์ได้ทุกอย่าง รวมถึงงานประชาสัมพันธ์แบรนด์แฟชั่นที่เคยทำมาก่อน ยืมความรู้มาใช้กับบทบาทนักเขียนและบรรณาธิการก็ได้ การตัดสินใจมาเรียนที่มารังโกนี่จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งครับ"



Tipanan Srifuengfung
Founder/Designer of Tu'i
Master in Accessories Design (2006 - 2007)




"หลังจบปริญญาตรีสาขานิเทศศิลป์ ตุ๊ยอยากเรียนต่อด้านแอ็กเซสซอรี่ดีไซน์ในสถาบันที่เด่นในเรื่องนี้ และอยากไปใช้ชีวิตในต่างประเทศให้เต็มที่ด้วย สุดท้ายมาลงตัวที่มารังโกนี่ มิลาน ซึ่งเป็นเมืองแห่งเครื่องหนัง ก่อนเข้าเรียนตุ๊ยตัดสินใจเทคคอร์สแฟชั่นดีไซน์เพื่อปูพื้นฐานก่อน เพราะคนอื่นในคลาสจบปริญญาตรีด้านแฟชั่นดีไซน์มากันทั้งนั้น ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจมาก เพราะผลงานของตุ๊ยได้ที่หนึ่งในคลาสหลายครั้ง แบรนด์ Trussardi ยังเคยนำดีไซน์แว่นตากันแดดของตุ๊ยไปผลิตจริง และขายจริงด้วย ซึ่งทั้งหมดคือประสบการณ์การทำงานกับซูเปอร์แบรนด์อย่างเข้มข้นที่ได้รับตลอด 1 ปีที่มารังโกนี่

...กล้าพูดเลยว่า ถ้าไม่ได้ไปเรียนที่มารังโกนี่ คงจะไม่ได้ทำแบรนด์ Tu'i ออกมาในสไตล์นี้ เพราะตัวตนของ Tu'i คือ งานดีไซน์อิตาเลียนที่เน้น รายละเอียดในทุกขั้นตอน ทุกอย่างบ่งบอกถึงรสนิยมของเรา และไม่ใช่แค่สวยแต่ต้องขายได้จริงด้วย จุดเด่นของ Tu'i คือการเฟ้นหาวัสดุใหม่ๆ มาสร้างเท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างและสนุกสนานบนตัวกระเป๋าในทุกๆ ซีซั่น ด้วยความเชื่อที่ว่า กระเป๋าเป็นเครื่องประดับชิ้นสำคัญของผู้หญิง เป็นสีสันในการแต่งตัวที่ขาดไม่ได้"



Vitchukorn Chokedeetaweeanan
Creative Director of Greyhound Original
Master in Fashion Design (2001-2002)




"ช่วงที่วิเพิ่งจบมัณฑนศิลป์จากศิลปากรใหม่ๆ ตอนนั้นยังไม่มีแหล่งข้อมูลสำหรับการเรียนต่อในสายแฟชั่นให้เข้าถึงได้ง่ายเหมือนตอนนี้ พอมีโจทย์ว่าอยากหาที่เรียนในอิตาลี ก็ต้องเข้าไปขอคำแนะนำจากสถานฑูตอิตาลีด้วยตัวเองเลย สุดท้ายสถาบันที่เลือกเรียนก็คือมารังโกนี่ ตอนแรกที่ไปก็เริ่มจากเรียนภาษาก่อน เพราะตั้งใจจะลงเรียนคอร์สภาษาอิตาเลียน ส่วนตัวคิดว่า การรู้ภาษาอิตาเลียนช่วยให้เราเข้าถึงวัฒนธรรม และสร้างคอนเน็กชั่นได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ก็ต้องเทคคอร์สแฟชั่นขั้นพื้นฐานด้วย พอได้เริ่มตัดเย็บก็รู้สึกสนุก พอเริ่มเรียนจริงๆ ก็ยิ่งค้นหาตัวเองเจอว่าชอบแฟชั่นมากกว่าที่เคยคิดไว้

...สิ่งสำคัญที่ได้จากมารังโกนี่คือระบบความคิดที่เรานำมาใช้ออกแบบในเชิงธุรกิจจริงๆ อาจารย์จะสอนให้เรามีอิสระที่จะระเบิดความคิดสร้างสรรค์ แต่ทั้งหมดต้องเรียงร้อยออกมาเป็นภาพ การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเสื้อผ้าไม่สามารถพูดได้  ซึ่งวิใช้หลักการนี้ในการทำงานกับ Greyhound มาตลอดระยะเวลา 10 ปี วิไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะแฟชั่นเป็นเรื่องของการหา แรงบันดาลใจและเทคนิคใหม่ๆ ตลอดเวลา ทุกซีซั่นคือความท้าทาย ไม่ว่าจะมีลูกเล่นอะไรเพิ่มเติมเข้ามา เราต้องคงไว้ซึ่งรากฐานของแบรนด์ที่มาจากเสื้อผ้าผู้ชาย เน้นความเรียบ เท่ เห็นคอลเล็กชั่นแล้วจะต้องรู้ว่าเป็นสาวมัสคูลีนในแบบฉบับของ Greyhound"



เรื่องและภาพ : ลิปส์ การ์ซง
แต่งหน้า :  อลงกรณ์  สุนทรพจน์, ชัยดิษฐ์  สมทรง
ทำผม : ทนนท์  ทรงศิล, ธานุพล  ภู่เทพอมรกุล
เสื้อผ้า : Calvin Klein Collection, Dior, Emporio Armani, Greyhound Original, Gucci, Her La Femme, Max Mara, Miu Miu, Sportmax, Vetements @Club21 Boutique 
เครื่องประดับ : Marni  
ผ้าพันคอ : Byston 
กระเป๋า : Nasha, Rouge Rouge, Tu'i 
รองเท้า : Dr.Martens, Gucci, Her La Femme, Miu Miu, Salvatore Ferragamo 
ขอขอบคุณ Istituto Marangoni Office โทร. 09 4790 4224


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Fashion
Jui Warattaya 16th anniversary behind the scene
ฉลองครบรอบ 16 ปี กับ 16 ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำ และ 18 แม่เหล็กผู้ทรงพลังในโซเชียลมีเดียของไทย สู่ 16 ปกแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่ผสานแฟชั่นจากสุดยอดจินตนาการของช่างภาพ เข้ากับความล้ำของโลกดิจิตัล และนี่คือครั้งแรกของวงการแฟชั่นไทย ในการใช้ Galaxy S6 ถ่ายภาพปกนิตยสารแฟชั่น
Fashion
[Fashion] The World is a Stage
เปรี้ยวเข็ดฟันกับแฟชั่นเซตจาก LIPS 18/04 ฉบับประจำปักษ์หลัง เดือนสิงหาคม 2559 ที่ได้สาวสวยสุดฮ็อต "ปอย-ตรีชฎา เพชรรัตน์" มารับหน้าที่ถ่ายทอดภาพสวยๆ ให้ลิปสเตอร์ทุกคนได้ชม จะเปรี้ยว เท่ เผ็ดแค่ไหน พิสูจน์ได้แล้ววันนี้!!