One Who Wakes Up and Lives the Dream : Sean Poem

ไม่ถึงอาทิตย์หลังจากจบโชว์ใหญ่ครบรอบ 10 ปีห้องเสื้อ Poem "ชวนล ไคสิริ" นัดกับเราอีกครั้ง... ห้องลองเสื้อผนังกระจกในบูติกที่ SQ1 กลายเป็นห้องสัมภาษณ์ที่ไม่มีใครอื่นสามารถได้ยินเสียงเล็ดลอดตลอดการพูดคุย

"10 ปี Poem 10 คำถามกับชวนล ไคสิริ" นั่นคือหัวข้อที่จะคุยกันครั้งนี้ เริ่มต้นที่บรรทัดนี้

ฌอนจำได้ไหมว่าเสื้อตัวแรกที่ทำหน้าตาเป็นอย่างไร
"เสื้อตัวแรกมีความเป็นสปอร์ตแวร์ ทำเล่นๆ แล้วมันขายได้ ลุคคล้ายเสื้อวอร์ม รูปทรงชัด มีอารมณ์แบบเซนต์เซย่าซึ่งเป็นการ์ตูนที่ชอบ นั่นคือชิ้นหนึ่งในคอลเล็กชั่นแรกแล้วก็ทำขายในร้าน 388 ที่สยามสแควร์ คนซื้อไปคือวีเจลูกเกด (จิรดา โยฮารา) ตอนนั้นยังใช้ชื่อแบรนด์ว่า Aesthetic Theory อยู่เลย ปัจจุบันโลโก้ชื่อนี้ก็ยังเหลือเก็บไว้อยู่เยอะเลยนะ ผมเลือกชื่อนี้เพราะเป็นชื่อวิชาเรียนที่ชอบในความหมายของมัน แต่รู้เลยว่ามันยาก เวลาพูดถึงแบรนด์คนต้องเรียกง่าย และเวลาจำคนจะจำภาพโลโก้"

ทำไมถึงชอบเรียกตัวเองว่าช่างเสื้อแทนที่จะเป็นดีไซเนอร์
"ปีแรกเพิ่งจบมาเราก็อยากเป็นดีไซเนอร์ การเรียกตัวเองว่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์มันเท่มากนะ (หัวเราะ) รู้สึกว่ามันสูงส่ง แต่พอทำงานผ่านไป 10 ปี เราโตขึ้นและเริ่มเห็นต่าง ทำไมเราต้องเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เหมือนกับดีไซเนอร์ซึ่งมีเยอะไปหมด สิ่งที่เราโฟกัสคือเสื้อผ้า ดีไซเนอร์อาจเป็นคนที่เรียนจบแฟชั่นมา อยู่ในแวดวงสังคม ออกงานสังคมมีข่าวในหนังสือพิมพ์ แต่ผมมองสิ่งที่ตัวเองทำมันมากกว่านั้น คำว่าช่างเสื้อ หรือ dressmaker สำหรับผมน่าภูมิใจกว่าดีไซเนอร์ คุณแม่ผมเป็นช่างเสื้อ ผมโตมาก็เห็นเข็ม อยู่กับด้าย กับสายวัด ทั้งหมดคือวัตถุดิบอย่างดีที่หล่อหลอมให้เรามีวันนี้ ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มันอยู่ในสายเลือด และเวลาโพสต์อะไรในเฟซบุ๊กผมเลยมีแฮชแท็กต่อท้ายเสมอว่า #ชาวบ้านอย่างเรา เรามาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่มีวันนี้เพราะทำงาน และผมเกิดมาเพื่อเป็นช่างเสื้อ"

สเก็ตช์เสื้อตัวแรกที่ฌอน ออกแบบในสมุดโน้ตขนาด A4 จาก Geo
"ตอนนั้นยังเรียนอยู่ ชอบข้าวของในร้านนี้มากแต่ก็ซื้อได้แค่สมุด ยังคิดว่าอยากเห็นเสื้อตัวเองขายอยู่ในร้านนี้"

"ผมชอบที่คริสเตียน ลูบูแตงเคยพูดว่ารองเท้าที่สวยจะต้องใส่ไม่สบาย
เพราะชุดของ Poem หลายชุดลูกค้าก็พูดว่าใส่ไม่สบายเลย แต่กลับรู้สึกมั่นใจมากๆ เมื่ออยู่ในชุดนั้น"

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ฌอนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในแวดวงแฟชั่นบ้านเราอย่างไร
"ถ้าย้อนไปปี 2006 ยุคนั้นเสื้อผ้าเป็นสไตล์ girly feminine เป็นเดรส มีลูกไม้ หลังจากนั้นเป็นยุคที่ลูกค้าฮิตเสื้อผ้าที่มีความเซ็กซี่ มีอิสรภาพในการแสดงความรู้สึกและเรื่องเพศชัดขึ้น ต่อจากนั้นเริ่มมีกระแสของผู้หญิงทำงานที่มีความโก้ sophisticate ผมรอช่วงนี้มานานและรู้สึกชื่นชมมากที่ Asava บุกเบิกสายนี้ ส่วนงานสไตล์คอสตูมของ Fly Now โดยพี่ปู (ชำนัญ ภักดีสุข) ก็เป็นสิ่งที่ผมชอบมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เป็นแฟชั่นโชว์ที่ต้องไปดูให้ได้ มันเหมือนอยู่ในฝัน กลับมาบ้านแล้วก็นอนฝันต่อ แต่ถ้ามองงานของตัวเอง เราสับเทรนด์มาตั้งแต่ตอนแรกเริ่มแล้ว ผมทำเสื้อในแบบที่ตัวเองเชื่อ มีโครงสร้างชัด คล้ายจะมีเสน่ห์ในความหัวโบราณ มองบางมุมเหมือนเชย แต่เรารู้ว่าเอสเซนซ์จริงๆ ของมันไม่ใช่ความคอนเซอร์เวทีฟ"

มีอะไรบ้างที่ไม่เปลี่ยนของ Poem
"ดูจากสเก็ตช์เล่มแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว โครงสร้างเสื้อเราชัดและเปลี่ยนไปไม่เยอะเลย แอ็บสแตร็กต์ทางกายภาพของเสื้อเรียบๆ ตั้งแต่ตัวแรกที่ทำธีซิส มันเห็นเชป สะโพก เชิงกราน ที่ไม่เปลี่ยนไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่คือวิธีคิดของเราที่ใช้เหตุผลในการสร้างความงาม ผมนึกถึงคำว่าหมัดน็อกน่ะครับ บางคนเห็นว่าผมจบสถาปัตย์มาแล้วก็ทำเสื้อผ้าเลยพูดว่าเสื้อผ้า Poem เหมือนงานสถาปัตยกรรม (ฌอนเรียนจบ Architectural Design คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จริงอยู่ว่าเสื้อผ้าคือการสร้างรูปทรง แต่นั่นคงไม่ใช่คำอธิบายถึงงานของเราได้ทั้งหมด"



แล้วมีอะไรบ้างไหมที่เปลี่ยน
"ผมเรียนรู้เรื่องการตลาด เรารู้ว่าจะทำอย่างไรให้เสื้อผ้าขาย เรื่องไซซิ่ง วัสดุ ทุกอย่างมันมาทั้งจากการเรียนรู้ ส่วนหนึ่งซึ่งไม่มากอ่านเอาจากหนังสือ แต่หลักๆ ก็คือจากการทำงาน จากลูกค้ากลุ่มเล็กในช่วงแรก ผ่านไปสักพัก Poem เริ่มเป็นที่รู้จักของเซเลบริตี้ มีการพูดกันปากต่อปาก ทำให้ผมหาวิธีที่จะทำแฟชั่นให้รวมเข้ากับวงการบันเทิง เวลามองธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ผู้คนอาจนึกภาพลุคที่ไม่ได้ดูแพง แต่นั่นทำให้ผมกลับมองไปที่ Oscar และ the Met Gala ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่อายุน้อยกว่า นักแสดงอย่างพี่แอน (แอน ทองประสม) สบายใจที่จะโทรมาคุยกับเราเรื่องชุด เอ็นดูเรา นักแสดงท่านอื่นๆ และผู้คนในวงการบันเทิงเริ่มนึกถึงเรา ผมชอบที่จะได้สร้างอิมเมจ สนุกที่ได้ดึงคาแร็กเตอร์ของคนออกมาผ่านเสื้อผ้าที่ใส่ รู้สึกว่ามันมากกว่าเสื้อผ้า แต่เป็น image of life" 

ความสวยของผู้หญิงสำหรับฌอนคืออะไร
"ความสวยคือความมั่นใจ มันไม่มีกฎตายตัว แต่ผมเชื่อว่ามันคือพลังงานบางอย่างที่ทำให้ผู้หญิงออกไปเผชิญโลกด้วยความมั่นใจ การได้เจอ พูดคุย หรือเวลาวัดตัวกับลูกค้าผมได้ข้อมูลเยอะมากว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ผู้หญิงต้องการคืออะไร ห้องลองเป็นที่ที่มีค่ามากสำหรับผม สิ่งที่ได้ห้องสมุดหรือใครก็ไม่สอนเราอย่างนี้ ผมชอบยุค 50 มาก อยากสร้างเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงคนนั้นซึ่งอาจจะไม่มีตัวตนจริงๆ ในยุคของเรา เป็นความสวยที่สะกดจิต ทรงอำนาจ อย่างเอลิซาเบธ เทเลอร์"

Saint Seiya เป็นทั้งของชอบ ของสะสม และกลายมาเป็นชิ้นงาน

อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เรียนรู้ตลอดการทำงาน 10 ปีที่ผ่านมา
"ผมได้ตามหาสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตั้งแต่เด็กว่าการทำงานที่ดีคืออะไร การได้เห็นผลงานของตัวเอง การทำให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่เราทำ และรักในสิ่งที่เราเชื่อด้วย ผมใช้เวลา 8 ปีในการทำงานจนลูกค้าเชื่อและไว้ใจเรา ครั้งหนึ่งพี่ขวัญ (สู่ขวัญ บูลกุล) เคยโพสต์ข้อความว่าเขาไม่เคยรู้เลยว่าวันนี้จะได้ใส่ชุดแบบไหนจนกว่าเราจะทำชุดเสร็จและส่งไปถึง ผมแคปเจอร์ข้อความนี้ให้แม่ดู แม่ยิ้มแล้วบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่ช่างเสื้อต้องทำให้ได้ มันคือความไว้วางใจ มันไม่ง่ายครับ แต่ถ้าเรามีความรักมันก็ไม่ยาก"

ถ้าให้เลือกเก็บชุดที่ชอบที่สุดได้ชุดเดียว ฌอนจะเลือกเก็บชุดไหน
"เป็นคำถามที่คิดยากมาก (หัวเราะ) มีเยอะมากเลยนะครับ แต่ถ้าต้องเป็นชุดชุดเดียวจริงๆ ผมนึกถึงเดรสสีดำเรียบๆ ที่พี่จูน (สาวิตรี โรจนพฤกษ์) สวม ผมจำเสื้อผ้าเป็นภาพมากกว่า มันเป็นภาพของความประทับใจ และอยู่ที่ใครเป็นคนสวมชุดนั้นด้วย"

สเก็ตช์เวทีจาก do.did.done "พอเห็นเวทีจริงวันงานผมอึ้งเลยครับ รู้สึกเหมือนทีม ออร์แกไนเซอร์ตั้งใจจะเซอร์ไพรส์ให้กับเรา"

Motto ในการทำงานของฌอนคืออะไร 
"จริงๆ มันคือม็อตโต้ในการใช้ชีวิตมากกว่าครับ ซึ่งรวมมาถึงงานด้วย เคยมีคนถามแล้วผมนึกได้เมื่อ 2-3 ปีก่อนอย่างหนึ่งว่า every morning I wake up and live the dream รู้สึกเหมือนเราตื่นขึ้นมาอยู่ในสิ่งที่ฝัน ผมเชื่อเรื่อง positive energy และคิดว่าแต่ละวันเราเซตมู้ดได้ว่าจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวเป็นคนที่มีความสุขง่ายนะครับ แต่ถ้ากับงานก็อีกเรื่องหนึ่ง"

ในอีก 10 ปีข้างหน้า มองภาพ Poem ไว้เป็นอย่างไร
"ธุรกิจคงขยายขึ้น ผมอาจจะมีอาชีพใหม่ที่ยังไม่รู้จะอธิบายให้ชัดเจนอย่างไร แต่เชื่อว่าจะยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และรักษาความรู้สึกนี้ไว้ สำหรับผมคงไม่มีความสุขไหนที่เหนือกว่าความสุขในการทำงาน"

ภาพ oil on canvas The Roses of Heliogabalus (1888) ของ Lawrence Alma-Tadema ศิลปินคนโปรดและเป็นแรงบันดาลใจของคอลเล็กชั่น

เหล่านางแบบที่แบ็กสเตจในวันจัดแฟชั่นโชว์ครบรอบ 10 ปี 







เรียบเรียงจากคอลัมน์ Cover Story ในนิตยสาร LIPS เดือนตุลาคม 2559
เรื่องและภาพ : กอง บก. ลิปส์


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Fashion
Love Bug
หลังจากสร้างกระแส 'Fendi Bag Bugs' เฟอร์ห้อยกระเป๋าสุดชิคที่ใครๆ ต้องมีไว้ครอบครองได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในวงการแฟชั่น เฟนดิ จึงได้เปิดตัวนาฬิกาคอลเล็กชั่น 'Capsule' สุดพิเศษ ที่มีชื่อเรียกว่า 'Momento Fendi Bugs'   
Fashion
MODE / SPORT
ใครว่าสปอร์ตแวร์จำกัดอยู่แค่ชุดออกกำลังบนลู่วิ่งในยิมเท่านั้น ซัมเมอร์นี้ LIPS ชวนสาวๆ ผู้หลงใหลในสตรีทสไตล์ มาสนุกสนานกับการมิกซ์แอนด์แม็ตช์ คอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดจากรันเวย์ Spring/Summer 2017 ของ A/X Armani Exchange โดยเลือกไอเท็มสปอร์ตแวร์ชิ้นเด่น มาแม็ตช์ในสไตล์สตรีทแวร์ ให้ลุคเท่ตามแบบฉบับ Urbanista