1 / 3

Sensible Scent

ต้อนรับแบรนด์น้ำหอมเก่าแก่จากอังกฤษพร้อมพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับคริส เดม-บินสกี (Associate Director International and Whole Sales) และแคโรไลน์ ไบล์ส (Brand Manager Singapore) ที่บินตรงมาชวนคุณให้ร่วมเฟ้นหากลิ่นหอมประจำกายจาก Penhaligon's London

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีสำหรับบูติกสุดหรูแห่งใหม่ของแบรนด์ที่ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ The EmQuartier หลังจากปล่อยให้บรรดาสาวกตั้งตารอกันมานาน
คริส : อย่างที่ทราบว่าก่อนหน้านี้ Penhaligon's มีป๊อปอัพเคาน์เตอร์อยู่ในสยามพารากอน ซึ่งแม้จะมีสินค้าเริ่มวางจำหน่ายเพียงไม่นาน (ประมาณปลายปี 2014) แต่กลับมีผู้ให้ความสนใจถามไถ่ถึงผลิตภัณฑ์ในไลน์อื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก และผลตอบรับที่ดีเกินคาดนี้เองที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดตัวบูติกแบบครบวงจรแห่งใหม่เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า โดยตั้งใจจะมอบประสบการณ์ความหอมอย่างเต็มรูปแบบไม่ต่างจากบูติกสโตร์ที่กรุงลอนดอน ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ เรียกได้ว่าจำลองบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบอังกฤษมาไว้ท่ามกลางกรุงเทพฯ ให้ได้สัมผัสกันอย่างจุใจแบบที่ไม่ต้องตีตั๋วไปไกลถึงเมืองนอกอีกแล้ว 
 
ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าจากผลการสำรวจตลาด พวกคุณพบว่ากลิ่นหอมกลิ่นใดที่โดนใจกลุ่มลูกค้าชาวไทยมากที่สุด
แคโรไลน์ : จากการสำรวจพวกเราพบว่าไม่เพียงเฉพาะแต่กลุ่มคนไทยเท่านั้นที่มีความชื่นชอบค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้น ถ้าหากต้องเจาะจงว่าเป็นกลิ่นไหนก็คงยาก แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน น้ำหอมที่ขายดีส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นหอมสะอาดและสดชื่น อย่างเช่น Bayolea ที่เปิดสัมผัสแรกด้วยเลมอนกราส แมนดาริน และแทงเจอรีน ตามด้วยกลิ่นอายเผ็ดร้อนของเหล่าเครื่องเทศ อาทิ กระวาน พริก-ไทยดำ เนโรลี่ออยล์ และลาเวนเดอร์ ก่อนจะทิ้งสัมผัสสุดท้ายด้วยกลิ่นแมกไม้จากซีดาร์วูด แซนดัลวูด มัสก์ มอส แพตชูลี และแอมเบอร์ กลิ่นนี้เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และฉันก็สังเกตว่าคุณเองก็ชอบเหมือนกันใช่ไหม
 
ในโลกของน้ำหอม Head Notes, Heart Notes และ Base Notes คืออะไร 
แคโรไลน์ : โดยทั่วไปนักปรุงน้ำหอม (Perfumer) จะใช้ Fragrance Piramid เพื่อแยกระดับกลิ่น เวลาฉีดน้ำหอมเราจะได้กลิ่น Head Notes ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นแนวกลิ่นที่มอบความสดชื่นชุ่มฉ่ำจำพวกซิตรัส และจะค้างอยู่แค่ประมาณ 10-15 นาที แล้วถึงจะได้กลิ่นถัดมาซึ่งก็คือ Heart Notes คีย์ความหอมที่มีทั้งแนวสไปซี่ ฟลอรัล และฟรุตตี้ จากนั้นค่อยเป็น Base Notes ที่มอบความอบอุ่นและลุ่มลึกกว่าเดิม ซึ่งกลิ่นสุดท้ายนี้จะอยู่ติดตัวไปตลอดวัน  
 
วิธีใช้น้ำหอมอย่างถูกต้องควรทำอย่างไร
แคโรไลน์ : แตะหรือฉีดลงบนข้อมือ ตรงนั้นคือจุดชีพจรซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่ดีสุด เนื่องจากความร้อนจากร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้น้ำหอมกระจายตัวได้ดียิ่งขึ้นและติดนานตลอดทั้งวัน

หลายคนสงสัยว่ากลิ่นที่ลองกับกลิ่นที่ซื้อกลับไปทำไมถึงไม่เหมือนกัน
แคโรไลน์ : สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพอากาศและสภาพผิว ลองคิดดูสิ ขนาดว่าคนสองคนใช้น้ำหอมขวดเดียวกันกลิ่นยังออกมาไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น เวลาเทสต์น้ำหอมจึงแนะนำว่าแทนที่จะใช้ Smelling Strips ให้ลองฉีดลงบนผิวไปเลยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากลิ่นเพี้ยน 

 
แล้วกลิ่นหอมของ Penhaligon's กลิ่นไหนที่พวกคุณโปรดปรานมากเป็นพิเศษ
คริส : สารภาพเลยว่าไม่มี (หัวเราะ) โดยปกติผมจะไม่ใช้น้ำหอมแค่กลิ่นใดเพียงกลิ่นเดียว การเลือกใช้น้ำหอมในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ สถานที่ เสื้อผ้า และสถานการณ์ที่ต้องเจอ แต่ถ้าถามว่าช่วงนี้ฉีดกลิ่นไหนบ่อยที่สุดก็คงต้องยกให้ Sartorial ที่มอบกลิ่นหอมสะอ้านเสมือนอยู่ในห้องเสื้อเทเลอร์ชั้นนำ และกลิ่น Juniper Sling ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหล้า London Dry Gin สื่อถึงความสนุกสนานและความมีชีวิตชีวาไม่รู้จบ
แคโรไลน์ : ฉันเองก็ไม่ต่างจากคริสเลย พวกเรามีน้ำหอมวางเรียงรายอยู่ในห้องแต่งตัวเยอะมาก แต่วันนี้ฉันเลือกฉีดกลิ่น Bluebell เพื่อเรียกความมั่นใจในแบบฉบับสาวคลาสซี่ที่มีมุมมองแง่บวกเพราะต้องออกมาพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชน (กลิ่นนี้เป็นกลิ่นประจำกายของเจ้าหญิงไดอานาด้วย)
 
ว่ากันว่ากลิ่นหอมนั้นไม่เพียงช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ แต่ยังสามารถกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึงเรื่องราวประทับใจในอดีตได้เช่นกัน 
คริส : ตลอดเวลาที่ผ่านมากลิ่นหอมของ Penhaligon's ล้วนทำหน้าที่เสมือนนักเล่าชั้นดี เหมือนอย่างล่าสุดน้ำหอมกลิ่น Vaara ก็ถูกรังสรรค์ขึ้นจากความหลงใหลขององค์มหา- ราชากัช ซิงห์ ที่ 2 เพื่อฉลองวันประสูติของ 'วารา' ผู้เป็นหลานสาว และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักของพระองค์และครอบครัวที่มีต่อเมืองโยธะ- ปุระด้วย นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความหอมที่น่าประทับใจและยากจะลืมเลือน
 
ถ้าต้องเปรียบเทียบคาแร็กเตอร์เมืองต่างๆ ที่พวกคุณเคยไปเยือนกับน้ำหอมจาก Penhaligon's กลิ่นของแต่ละทริปจะเป็นอย่างไร
คริส : ถ้าให้พูดถึงลอนดอนผมจะนึกถึงอังกฤษในยุควิคตอเรีย นึงถึงความเจริญรุ่งเรือง การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล็ก กลิ่นไอน้ำ และกลิ่นโลหะ ในขณะที่ถ้าเป็นปารีสจะนึกถึงร้านรวงเบเกอรี่ กลิ่นแป้ง กลิ่นขนมอบ แต่ถ้าย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ จะมีแต่ภาพธรรมชาติสีเขียว อากาศร้อนชื้น และพืช-พรรณสมุนไพร
แคโรไลน์ : ส่วนที่สิงคโปร์จะคล้ายๆ กับฮ่องกง คือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรม และมีชีวิตชีวา แล้วก็นึกถึงกลิ่นสไปซี่ของเมนูอาหารรสชาติเผ็ดร้อน 
  
กลิ่นหอมสุดคลาสสิกที่ขายดีตลอดกาล
Artemisia และ Blenheim Bouquet
ต้อนรับแบรนด์น้ำหอมเก่าแก่จากอังกฤษพร้อมพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับคริส เดม-บินสกี (Associate Director International and Whole Sales) และแคโรไลน์ ไบล์ส (Brand Manager Singapore) ที่บินตรงมาชวนคุณให้ร่วมเฟ้นหากลิ่นหอมประจำกายจาก Penhaligon's London

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีสำหรับบูติกสุดหรูแห่งใหม่ของแบรนด์ที่ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ The EmQuartier หลังจากปล่อยให้บรรดาสาวกตั้งตารอกันมานาน
คริส : อย่างที่ทราบว่าก่อนหน้านี้ Penhaligon's มีป๊อปอัพเคาน์เตอร์อยู่ในสยามพารากอน ซึ่งแม้จะมีสินค้าเริ่มวางจำหน่ายเพียงไม่นาน (ประมาณปลายปี 2014) แต่กลับมีผู้ให้ความสนใจถามไถ่ถึงผลิตภัณฑ์ในไลน์อื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก และผลตอบรับที่ดีเกินคาดนี้เองที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดตัวบูติกแบบครบวงจรแห่งใหม่เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า โดยตั้งใจจะมอบประสบการณ์ความหอมอย่างเต็มรูปแบบไม่ต่างจากบูติกสโตร์ที่กรุงลอนดอน ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ เรียกได้ว่าจำลองบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบอังกฤษมาไว้ท่ามกลางกรุงเทพฯ ให้ได้สัมผัสกันอย่างจุใจแบบที่ไม่ต้องตีตั๋วไปไกลถึงเมืองนอกอีกแล้ว 
 
ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าจากผลการสำรวจตลาด พวกคุณพบว่ากลิ่นหอมกลิ่นใดที่โดนใจกลุ่มลูกค้าชาวไทยมากที่สุด
แคโรไลน์ : จากการสำรวจพวกเราพบว่าไม่เพียงเฉพาะแต่กลุ่มคนไทยเท่านั้นที่มีความชื่นชอบค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้น ถ้าหากต้องเจาะจงว่าเป็นกลิ่นไหนก็คงยาก แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน น้ำหอมที่ขายดีส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นหอมสะอาดและสดชื่น อย่างเช่น Bayolea ที่เปิดสัมผัสแรกด้วยเลมอนกราส แมนดาริน และแทงเจอรีน ตามด้วยกลิ่นอายเผ็ดร้อนของเหล่าเครื่องเทศ อาทิ กระวาน พริก-ไทยดำ เนโรลี่ออยล์ และลาเวนเดอร์ ก่อนจะทิ้งสัมผัสสุดท้ายด้วยกลิ่นแมกไม้จากซีดาร์วูด แซนดัลวูด มัสก์ มอส แพตชูลี และแอมเบอร์ กลิ่นนี้เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และฉันก็สังเกตว่าคุณเองก็ชอบเหมือนกันใช่ไหม
 
ในโลกของน้ำหอม Head Notes, Heart Notes และ Base Notes คืออะไร 
แคโรไลน์ : โดยทั่วไปนักปรุงน้ำหอม (Perfumer) จะใช้ Fragrance Piramid เพื่อแยกระดับกลิ่น เวลาฉีดน้ำหอมเราจะได้กลิ่น Head Notes ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นแนวกลิ่นที่มอบความสดชื่นชุ่มฉ่ำจำพวกซิตรัส และจะค้างอยู่แค่ประมาณ 10-15 นาที แล้วถึงจะได้กลิ่นถัดมาซึ่งก็คือ Heart Notes คีย์ความหอมที่มีทั้งแนวสไปซี่ ฟลอรัล และฟรุตตี้ จากนั้นค่อยเป็น Base Notes ที่มอบความอบอุ่นและลุ่มลึกกว่าเดิม ซึ่งกลิ่นสุดท้ายนี้จะอยู่ติดตัวไปตลอดวัน  
 
วิธีใช้น้ำหอมอย่างถูกต้องควรทำอย่างไร
แคโรไลน์ : แตะหรือฉีดลงบนข้อมือ ตรงนั้นคือจุดชีพจรซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่ดีสุด เนื่องจากความร้อนจากร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้น้ำหอมกระจายตัวได้ดียิ่งขึ้นและติดนานตลอดทั้งวัน

หลายคนสงสัยว่ากลิ่นที่ลองกับกลิ่นที่ซื้อกลับไปทำไมถึงไม่เหมือนกัน
แคโรไลน์ : สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพอากาศและสภาพผิว ลองคิดดูสิ ขนาดว่าคนสองคนใช้น้ำหอมขวดเดียวกันกลิ่นยังออกมาไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น เวลาเทสต์น้ำหอมจึงแนะนำว่าแทนที่จะใช้ Smelling Strips ให้ลองฉีดลงบนผิวไปเลยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากลิ่นเพี้ยน 

 
แล้วกลิ่นหอมของ Penhaligon's กลิ่นไหนที่พวกคุณโปรดปรานมากเป็นพิเศษ
คริส : สารภาพเลยว่าไม่มี (หัวเราะ) โดยปกติผมจะไม่ใช้น้ำหอมแค่กลิ่นใดเพียงกลิ่นเดียว การเลือกใช้น้ำหอมในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ สถานที่ เสื้อผ้า และสถานการณ์ที่ต้องเจอ แต่ถ้าถามว่าช่วงนี้ฉีดกลิ่นไหนบ่อยที่สุดก็คงต้องยกให้ Sartorial ที่มอบกลิ่นหอมสะอ้านเสมือนอยู่ในห้องเสื้อเทเลอร์ชั้นนำ และกลิ่น Juniper Sling ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหล้า London Dry Gin สื่อถึงความสนุกสนานและความมีชีวิตชีวาไม่รู้จบ
แคโรไลน์ : ฉันเองก็ไม่ต่างจากคริสเลย พวกเรามีน้ำหอมวางเรียงรายอยู่ในห้องแต่งตัวเยอะมาก แต่วันนี้ฉันเลือกฉีดกลิ่น Bluebell เพื่อเรียกความมั่นใจในแบบฉบับสาวคลาสซี่ที่มีมุมมองแง่บวกเพราะต้องออกมาพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชน (กลิ่นนี้เป็นกลิ่นประจำกายของเจ้าหญิงไดอานาด้วย)
 
ว่ากันว่ากลิ่นหอมนั้นไม่เพียงช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ แต่ยังสามารถกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึงเรื่องราวประทับใจในอดีตได้เช่นกัน 
คริส : ตลอดเวลาที่ผ่านมากลิ่นหอมของ Penhaligon's ล้วนทำหน้าที่เสมือนนักเล่าชั้นดี เหมือนอย่างล่าสุดน้ำหอมกลิ่น Vaara ก็ถูกรังสรรค์ขึ้นจากความหลงใหลขององค์มหา- ราชากัช ซิงห์ ที่ 2 เพื่อฉลองวันประสูติของ 'วารา' ผู้เป็นหลานสาว และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักของพระองค์และครอบครัวที่มีต่อเมืองโยธะ- ปุระด้วย นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความหอมที่น่าประทับใจและยากจะลืมเลือน
 
ถ้าต้องเปรียบเทียบคาแร็กเตอร์เมืองต่างๆ ที่พวกคุณเคยไปเยือนกับน้ำหอมจาก Penhaligon's กลิ่นของแต่ละทริปจะเป็นอย่างไร
คริส : ถ้าให้พูดถึงลอนดอนผมจะนึกถึงอังกฤษในยุควิคตอเรีย นึงถึงความเจริญรุ่งเรือง การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล็ก กลิ่นไอน้ำ และกลิ่นโลหะ ในขณะที่ถ้าเป็นปารีสจะนึกถึงร้านรวงเบเกอรี่ กลิ่นแป้ง กลิ่นขนมอบ แต่ถ้าย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ จะมีแต่ภาพธรรมชาติสีเขียว อากาศร้อนชื้น และพืช-พรรณสมุนไพร
แคโรไลน์ : ส่วนที่สิงคโปร์จะคล้ายๆ กับฮ่องกง คือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรม และมีชีวิตชีวา แล้วก็นึกถึงกลิ่นสไปซี่ของเมนูอาหารรสชาติเผ็ดร้อน 
  
กลิ่นหอมสุดคลาสสิกที่ขายดีตลอดกาล
Artemisia และ Blenheim Bouquet
ต้อนรับแบรนด์น้ำหอมเก่าแก่จากอังกฤษพร้อมพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับคริส เดม-บินสกี (Associate Director International and Whole Sales) และแคโรไลน์ ไบล์ส (Brand Manager Singapore) ที่บินตรงมาชวนคุณให้ร่วมเฟ้นหากลิ่นหอมประจำกายจาก Penhaligon's London

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีสำหรับบูติกสุดหรูแห่งใหม่ของแบรนด์ที่ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ The EmQuartier หลังจากปล่อยให้บรรดาสาวกตั้งตารอกันมานาน
คริส : อย่างที่ทราบว่าก่อนหน้านี้ Penhaligon's มีป๊อปอัพเคาน์เตอร์อยู่ในสยามพารากอน ซึ่งแม้จะมีสินค้าเริ่มวางจำหน่ายเพียงไม่นาน (ประมาณปลายปี 2014) แต่กลับมีผู้ให้ความสนใจถามไถ่ถึงผลิตภัณฑ์ในไลน์อื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก และผลตอบรับที่ดีเกินคาดนี้เองที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดตัวบูติกแบบครบวงจรแห่งใหม่เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า โดยตั้งใจจะมอบประสบการณ์ความหอมอย่างเต็มรูปแบบไม่ต่างจากบูติกสโตร์ที่กรุงลอนดอน ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ เรียกได้ว่าจำลองบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบอังกฤษมาไว้ท่ามกลางกรุงเทพฯ ให้ได้สัมผัสกันอย่างจุใจแบบที่ไม่ต้องตีตั๋วไปไกลถึงเมืองนอกอีกแล้ว 
 
ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าจากผลการสำรวจตลาด พวกคุณพบว่ากลิ่นหอมกลิ่นใดที่โดนใจกลุ่มลูกค้าชาวไทยมากที่สุด
แคโรไลน์ : จากการสำรวจพวกเราพบว่าไม่เพียงเฉพาะแต่กลุ่มคนไทยเท่านั้นที่มีความชื่นชอบค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้น ถ้าหากต้องเจาะจงว่าเป็นกลิ่นไหนก็คงยาก แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน น้ำหอมที่ขายดีส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นหอมสะอาดและสดชื่น อย่างเช่น Bayolea ที่เปิดสัมผัสแรกด้วยเลมอนกราส แมนดาริน และแทงเจอรีน ตามด้วยกลิ่นอายเผ็ดร้อนของเหล่าเครื่องเทศ อาทิ กระวาน พริก-ไทยดำ เนโรลี่ออยล์ และลาเวนเดอร์ ก่อนจะทิ้งสัมผัสสุดท้ายด้วยกลิ่นแมกไม้จากซีดาร์วูด แซนดัลวูด มัสก์ มอส แพตชูลี และแอมเบอร์ กลิ่นนี้เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และฉันก็สังเกตว่าคุณเองก็ชอบเหมือนกันใช่ไหม
 
ในโลกของน้ำหอม Head Notes, Heart Notes และ Base Notes คืออะไร 
แคโรไลน์ : โดยทั่วไปนักปรุงน้ำหอม (Perfumer) จะใช้ Fragrance Piramid เพื่อแยกระดับกลิ่น เวลาฉีดน้ำหอมเราจะได้กลิ่น Head Notes ก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นแนวกลิ่นที่มอบความสดชื่นชุ่มฉ่ำจำพวกซิตรัส และจะค้างอยู่แค่ประมาณ 10-15 นาที แล้วถึงจะได้กลิ่นถัดมาซึ่งก็คือ Heart Notes คีย์ความหอมที่มีทั้งแนวสไปซี่ ฟลอรัล และฟรุตตี้ จากนั้นค่อยเป็น Base Notes ที่มอบความอบอุ่นและลุ่มลึกกว่าเดิม ซึ่งกลิ่นสุดท้ายนี้จะอยู่ติดตัวไปตลอดวัน  
 
วิธีใช้น้ำหอมอย่างถูกต้องควรทำอย่างไร
แคโรไลน์ : แตะหรือฉีดลงบนข้อมือ ตรงนั้นคือจุดชีพจรซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่ดีสุด เนื่องจากความร้อนจากร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้น้ำหอมกระจายตัวได้ดียิ่งขึ้นและติดนานตลอดทั้งวัน

หลายคนสงสัยว่ากลิ่นที่ลองกับกลิ่นที่ซื้อกลับไปทำไมถึงไม่เหมือนกัน
แคโรไลน์ : สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพอากาศและสภาพผิว ลองคิดดูสิ ขนาดว่าคนสองคนใช้น้ำหอมขวดเดียวกันกลิ่นยังออกมาไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น เวลาเทสต์น้ำหอมจึงแนะนำว่าแทนที่จะใช้ Smelling Strips ให้ลองฉีดลงบนผิวไปเลยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากลิ่นเพี้ยน 

 
แล้วกลิ่นหอมของ Penhaligon's กลิ่นไหนที่พวกคุณโปรดปรานมากเป็นพิเศษ
คริส : สารภาพเลยว่าไม่มี (หัวเราะ) โดยปกติผมจะไม่ใช้น้ำหอมแค่กลิ่นใดเพียงกลิ่นเดียว การเลือกใช้น้ำหอมในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ สถานที่ เสื้อผ้า และสถานการณ์ที่ต้องเจอ แต่ถ้าถามว่าช่วงนี้ฉีดกลิ่นไหนบ่อยที่สุดก็คงต้องยกให้ Sartorial ที่มอบกลิ่นหอมสะอ้านเสมือนอยู่ในห้องเสื้อเทเลอร์ชั้นนำ และกลิ่น Juniper Sling ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหล้า London Dry Gin สื่อถึงความสนุกสนานและความมีชีวิตชีวาไม่รู้จบ
แคโรไลน์ : ฉันเองก็ไม่ต่างจากคริสเลย พวกเรามีน้ำหอมวางเรียงรายอยู่ในห้องแต่งตัวเยอะมาก แต่วันนี้ฉันเลือกฉีดกลิ่น Bluebell เพื่อเรียกความมั่นใจในแบบฉบับสาวคลาสซี่ที่มีมุมมองแง่บวกเพราะต้องออกมาพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชน (กลิ่นนี้เป็นกลิ่นประจำกายของเจ้าหญิงไดอานาด้วย)
 
ว่ากันว่ากลิ่นหอมนั้นไม่เพียงช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ แต่ยังสามารถกระตุ้นความทรงจำให้นึกถึงเรื่องราวประทับใจในอดีตได้เช่นกัน 
คริส : ตลอดเวลาที่ผ่านมากลิ่นหอมของ Penhaligon's ล้วนทำหน้าที่เสมือนนักเล่าชั้นดี เหมือนอย่างล่าสุดน้ำหอมกลิ่น Vaara ก็ถูกรังสรรค์ขึ้นจากความหลงใหลขององค์มหา- ราชากัช ซิงห์ ที่ 2 เพื่อฉลองวันประสูติของ 'วารา' ผู้เป็นหลานสาว และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักของพระองค์และครอบครัวที่มีต่อเมืองโยธะ- ปุระด้วย นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวความหอมที่น่าประทับใจและยากจะลืมเลือน
 
ถ้าต้องเปรียบเทียบคาแร็กเตอร์เมืองต่างๆ ที่พวกคุณเคยไปเยือนกับน้ำหอมจาก Penhaligon's กลิ่นของแต่ละทริปจะเป็นอย่างไร
คริส : ถ้าให้พูดถึงลอนดอนผมจะนึกถึงอังกฤษในยุควิคตอเรีย นึงถึงความเจริญรุ่งเรือง การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล็ก กลิ่นไอน้ำ และกลิ่นโลหะ ในขณะที่ถ้าเป็นปารีสจะนึกถึงร้านรวงเบเกอรี่ กลิ่นแป้ง กลิ่นขนมอบ แต่ถ้าย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ จะมีแต่ภาพธรรมชาติสีเขียว อากาศร้อนชื้น และพืช-พรรณสมุนไพร
แคโรไลน์ : ส่วนที่สิงคโปร์จะคล้ายๆ กับฮ่องกง คือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ หลากวัฒนธรรม และมีชีวิตชีวา แล้วก็นึกถึงกลิ่นสไปซี่ของเมนูอาหารรสชาติเผ็ดร้อน 
  
กลิ่นหอมสุดคลาสสิกที่ขายดีตลอดกาล
Artemisia และ Blenheim Bouquet
SHARE THIS :