Aesop Skincare with Styles

ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังกันก่อนเกี่ยวกับแบรนด์ Aesop (อ่านออกเสียงว่า เอ สอป) แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นที่กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในปี 1987 แม้จะเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แต่แบรนด์นี้ก็โด่งดังและเป็นที่นิยมในด้านสกินแคร์มากๆ เรียกว่าดูแลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจริงๆ เน้นเรื่องของคุณภาพที่ผสมผสานระหว่างส่วนผสมจากธรรมชาติและการสังเคราะห์ส่วนผสมจากห้องเเล็บที่รับรองแล้วว่าปลอดภัย มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเอสอปมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทั้ง ออสเตรเลีย นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส โตเกียวและฮ่องกง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Aesop ก็เดินทางมาถึงเมืองไทยและเปิดตัวเคาน์เตอร์สาขาแรกที่สยามพารากอนไป ได้รับการตอบรับแบบดีเยี่ยม ตอนนี้เลยขยายสาขาที่สอง เซ็นทรัล ลาดพร้าว วันนี้เราขอพาคุณมาเยี่ยมชมบรรยากาศของสาขานี้กันดูบ้าง (แต่ละสาขาในโลกจะได้รับการออกแบบที่แตกต่างกัน สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวนั้นมุ่งเน้นมอบความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ เพื่อลดความวุ่นวายและเร่งรีบของบรรยากาศแวดล้อม) 




เรื่องของการออกแบบนั้น Aesop ก็คิดและมีคอนเซ็ปต์ที่ลึกซึ้ง แม้จะเป็นเพียงเคาน์เตอร์ในโซนบิวตี้ อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะจัดวางแบบธรรมดาเหมือนแบรนด์อื่นทั่วๆ ไป (สังเกตดูจะเห็นว่ามีความเนี้ยบในการจัดวาง หัวปั๊มฝาขวดหันเรียงกันในทิศและองศาเดียวกันทุกชั้นเลยล่ะ) สิ่งเเรกที่เราสะดุดตาก็ตัวเคาน์เตอร์ที่เป็นไม้วอลนัทที่ทำให้รู้สึกถึงธรรมชาติและความผ่อนคลาย ความแปลกตาน่าจะอยู่ที่อ่างน้ำหินแกรนิตและก็อกทองเหลืองซึ่งแตกต่างจากเคาน์เตอร์แบรนด์บิวตี้แบรนด์ต่างๆ การออกแบบทั้งหมดนี้คือผลงานของนักออกแบบระดับโลกอย่าง Russell & George ที่เดินทางมาสัมผัสเมืองไทยและออกแบบให้มีกลิ่นอายของความเป็นไทย

ในแต่ละสาขาของเอสอปจะมีผู้ให้คำแนะนำประจำการอยู่ บอกเลยว่าผู้ให้คำแนะนำเหล่านี้ได้รับการเทรนมาเป็นอย่างดี คุณอาจจะได้รับคำถามที่มากและเจาะลึกอยู่สักหน่อย เช่น มองหาผลิตภัณฑ์อะไร ผิวหน้าเป็นแบบไหน มีปัญหาผิวอะไร ปกติมีปัญหาเหล่านี้ตลอดหรือไม่หรือเฉพาะเเค่ช่วงนี้ รวมไปถึงพฤติกรรมต่างๆ และการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ นอนหลับดีไหม มีความเครียดสะสมหรือไม่ นอกจากคำถามสิ่งที่คุณจะได้เจอก็คือ การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสัมผัสกับเนื้อสัมผัสและคุณสมบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผิว เรียกว่า ถ้าสะดวกล้างหน้ากันตรงนั้นก็จะได้ลองล้างหน้าและลองผลิตภัณฑ์กันแบบครบทุกขั้นตอนเลยล่ะ เพราะแบรนด์นี้จะเน้นว่าการบำรุงผิวจำเป็นต้องมั่นใจว่าทาลงบนผิวที่สะอาดหมดจดจริงๆ เท่านั้น    




เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์คุณจะได้รับการต้อนรับด้วยชาอุ่นๆ ที่เป็นเหมือน Signature Welcome ของแบรนด์ (ว่ากันว่าในสาขาต่างประเทศ บางเเห่งเสิร์ฟไวน์ด้วยนะจ๊ะ) อยากจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ของเอสอปมีอะไร ราคาเท่าไร ที่นี่ก็จะเเจ้งเอาไว้อย่างชัดเจน  



เเพกเกจจิ้งของเอสอปได้รับการออกแบบให้มีหน้าตาเหมือนกันและจะไม่มีการเคลมว่า นี่คือโปรดักที่ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสหรือเป็นโปรดักที่ช่วยลดเลือนรอยดำ ฯลฯ บนขวดและบรรจุภัณฑ์จะบอกชื่อประเภทผลิตภัณฑ์และส่วนผสมหลักสามชนิดเอาไว้เท่านั้น และด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มีทั้ง แชมพู คอนดิชันเนอร์ ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวหน้า ผิวกาย มือ หนังศีรษะ ไปจนกระทั่งน้ำยาบ้วนปาก ในรูปลักษณ์ที่ไม่แบ่งความเป็นชายหญิง จึงทำให้ได้รับความนิยมจากหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยเลยล่ะ (สาขาสยามพารากอนนั้นจะมีหนุ่มๆ มาแวะพักมาส์กผิวหน้า 10 - 15 นาทีและฟังเพลงกันแบบเพลินๆ ด้วยล่ะ เพราะมาส์กของเอสอปเนื้อสัมผัสเป็นเจลหรือโลชั่นสีใสที่ช่วยบำรุงผิวให้ผ่อนคลาย แม้จะนั่งมาส์กกันที่เคาน์เตอร์ก็ไม่ตกเป็นเป้าสายตาเพราะไม่มีสีเหมือนมาส์กทั่วๆ ไป) 



เอสอปให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าของลูกค้า ดังนั้นเอสอปจะไม่มีกล่องผลิตภัณฑ์ ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าเงินที่เสียไปในการซื้อโปรดักส์ต่างๆ คือต้นทุนของวัตถุดิบและคุณภาพของสกินแคร์ที่ไม่ต้องรวมถึงการออกแบบกล่องและต้นทุนการผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย เวลาซื้อผลิตภัณฑ์เราจะได้รับถุงผ้าที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติและฉีดสเปรย์มิสต์กลิ่นเฉพาะของเอสอปเข้าไป ซึ่งเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของแบรนด์ก็ว่าได้ 



ในโอกาสเปิดตัวสาขาที่สอง เอสอปก็มีความพิเศษมามอบให้ลูกค้าด้วยนะ กับ Aesop Jet Set Kit ราคา 1,550  บาท (มีจำกัดเพียง 100 ชิ้นและมีเฉพาะสาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าวเท่านั้น) เรียกว่าคุ้มค่าน่าพกพาระหว่างเดินทางสุดๆ (ในขวดไซส์ละ 50 ml.) ในเซ็ตประกอบด้วย แชมพู คอนดิชันเนอร์ บอดี้เคลนเซอร์และบอดี้บาล์ม (สูตร Signature) และไม่ต้องกลัวว่าจะทำหล่นตกแตกในระหว่างทริปเพราะตัวขวดทำจากพลาสติกจ้ะ 



เอาเป็นว่าแนะนำมาขนาดนี้เเล้ว ใครสนใจแบรนด์สกินเเคร์ดีๆ อย่าง Aesop ก็ตรงไปที่เคาน์เตอร์ทั้งสองสาขากันได้เลยนะ สยามพารากอนและเซ็นทรัล ลาดพร้าว 



เรื่องและภาพ : Chayanee A.

** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :