7 Heaven Scents

แฟนพันธุ์แท้ของหลุยส์ วิตตอง คงจะรู้ดีอยู่แล้วว่ากระเป๋าเดินทางใบแรกของแบรนด์นั้นถูกผลิตขึ้นในปี ค.ศ.1854 ซึ่งกระเป๋าเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องดูแลของมีค่าระหว่างการเดินทางที่แสนไกล โดยภายในแอบมีช่องเก็บเครื่องหอมอยู่ด้วย 

ต่อมาในช่วงยุค 1920 ทางแบรนด์ก็เริ่มผลิตกระเป๋าใส่ของใช้ แปรงผมกระดองเต่า กระจกงาช้าง และน้ำหอมหลากหลายขนาด โดยเชื้อเชิญให้ศิลปินชื่อดังในยุคนั้น 3 ท่าน ได้แก่ Camille Cless Brotier, Gaston Le Bourgeois และ Andre Ballet มาออกแบบรายละเอียดของขวดคริสตัล เรียกว่า Editions d'Art ซึ่งขวดสุดหรูเหล่านี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปี ค.ศ.1927 ทางแบรนด์จึงเปิดตัวน้ำหอมรุ่นแรก คือ Heures d'Absence ตามมาด้วย Je, Tu, Il ในปี ค.ศ.1928 Réminiscences และ Eau de Voyage ในปี ค.ศ.1946






กลิ่นหอมเหล่านี้ยังคงตราตรึงอยู่ในใจ แม้ว่าขวดน้ำหอมบางขวดจะยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่เป็นธรรมดาที่น้ำหอมกลับระเหยไปหมดแล้ว ดังนั้นในปี ค.ศ.2016 นี้ หลุยส์​ วิตตอง จึงคิดที่จะเริ่มผลิตน้ำหอมขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ศิลปะและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อสร้างสรรค์อาณาจักรแห่งน้ำหอมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง


The Master Perfumer
ถ้าการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นเสื้อผ้าต้องการดีไซเนอร์ การสร้างสรรค์น้ำหอมก็ต้องการเพอร์ฟูเมอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า 'โนส' เช่นกัน แน่นอนว่าหลุยส์ วิตตองไม่ได้รีไควร์แค่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกลิ่นและการผสมน้ำหอมเท่านั้น แต่คนคนนั้นต้องเข้าใจถึงตัวตนของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง มีจิตวิญญาณของนักเดินทางและจินตนาการถึงอาณาจักรความหอมแห่งใหม่ในทิศทางเดียวกัน ได้ยินว่าทางแบรนด์มองหาโซลเมทคนนี้มาเป็นเวลานาน กว่าต่างฝ่ายจะหากันเจอก็เมื่อปี ค.ศ.2012 ที่ผ่านมานี่เองครับ และเขาคนนั้นมีชื่อว่า Jacques Cavallier Belletrud



Jacques Cavallier Belletrud (ฌาคส์ กาวาลิเยร์ แบลทรูด) เป็นชาวเมืองกราสส์ ประเทศฝรั่งเศส มีพ่อเป็นนักผลิตน้ำหอม เมื่ออายุได้ 8 ขวบ เขามั่นใจว่าอยากเจริญรอยตามพ่อจึงศึกษาเรื่องน้ำหอมเหมือนที่เด็กคนอื่นๆ ฝึกเปียโนทุกวันในตอนเย็น พ่อของเขาจะนำกระดาษทดลองน้ำหอมมาให้แช่ลงในกลิ่น และให้เขารอจนเช้าเพื่อดมและบรรยายกลิ่นลงในสมุดบันทึก เมื่อเขาได้คะแนนดีจากการสอบที่โรงเรียน พ่อก็จะอนุญาตให้เขาช่วยเตรียมส่วนผสมในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน จนวันที่เขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย เขาได้เริ่มทำงานในบริษัทน้ำหอมชื่อ Charabot ซึ่งสอนให้เขาได้รู้จักการกลั่นกลิ่นหอมของดอกไม้ เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจน้ำหอม เมื่ออายุได้ 18 ปี เขาได้รังสรรค์กลิ่นหอมของตัวเองเป็นครั้งแรก ก่อนย้ายเข้าไปทำงานที่ Firmenich ถึง 22 ปี และสร้างสรรค์ผลงานกลิ่นหอมระดับตำนานไว้ อาทิ Jean Paul Gaultier Classique, L'Eau d'Issey, Yves Saint Laurent Opium Pour Homme


Les Parfums Louis Vuitton
นับตั้งแต่วันแรกที่ ฌาคส์ กาวาลิเยร์ แบลทรูด ร่วมงานกับหลุยส์ วิตตอง เขาได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเสาะหาวัตถุดิบที่ถูกใจ เขาเดินทางไปประเทศจีนเพื่อพิสูจน์คุณภาพของดอกออสแมนธัส จนได้พบดอกแมกโนเลีย และจัสมินัม ซัมบัค ซึ่งถูกปลูกเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้แก่ชาจีน ดอกไม้จากประเทศจีนทั้งสองชนิดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ฌาคส์เป็นอย่างมาก เพราะมีกลิ่นแตกต่างจากดอกไม้ชนิดเดียวกันที่ปลูกในพื้นที่อื่นๆ เขาจึงเลือกมาผลิตเป็นน้ำหอม แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีธรรมดาๆ เขาใช้เวลากว่า 4 ปี ในการพัฒนาวัตถุดิบให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หนึ่งในนั้นคือการสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ใช้สกัดกลิ่น เช่น วานิลลา นำมารมก๊าซเย็นจนได้กลิ่นหอม ฌาคส์ใช้วิธีนี้มาทดลองกับดอกไม้หายากสองชนิด ได้แก่ เมย์โรส และจัสมิน จากเมืองกราสส์ จนได้ผลลัพธ์ของกลิ่นหอมที่บริสุทธิ์ น่าหลงใหลราวกับดอกไม้จริง เนื่องจากกลีบดอกไม้ไม่ต้องสัมผัสกับความร้อนจึงไม่สูญเสียความหอมใดๆ ฌาคส์บอกกับเราว่ากลิ่นหอมทั้งสองนี้มีเฉพาะที่หลุยส์ วิตตองเท่านั้น



แน่นอนว่าในท้องตลาดตอนนี้มีน้ำหอมหลายกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงเครื่องหนัง แต่ฌาคส์ก็ได้สร้างกลิ่นหอมพิเศษสำหรับหลุยส์ วิตตองขึ้นมาหลังจากใช้เวลาแวะเวียนไปเยี่ยมชมเวิร์กช็อปของทางแบรนด์อยู่บ่อยครั้ง เขาสารภาพว่าในบรรดากลิ่นหอมของหนังที่ทดลอง กลิ่นที่ชอบที่สุดคือ กลิ่นหอมเบาๆ ของหนังสีเบจอ่อนที่ใช้หุ้มหูและทำสายกระเป๋าเดินทางของแบรนด์ เขาบอกว่ามันเป็นกลิ่นหอมที่คล้ายดอกไม้ จึงให้ทางเวิร์กช็อปผลิตน้ำหอมที่สกัดกลิ่นนี้ออกมา วิธีการก็คือ นำหนังไปแช่แอลกอฮอล์จนได้เรซินอยด์สีเข้ม ก่อนนำมาทำให้ใสอีกครั้งจนได้กลิ่นหอมที่ต้องการ กลิ่นนี้เมื่อสัมผัสผิวจะไม่มีกลิ่นฉุนของจูนิเปอร์ และไม่มีกลิ่นควันของเบิร์ช เป็นกลิ่นหอมที่เย้ายวนเหมือนได้สัมผัสหนังครั้งแรกเลยทีเดียว


7 Heaven Scents
เล่ามาเสียยาวขนาดนี้ คุณๆ คงเดากันได้แล้วใช่ไหมว่าฌาคส์ กาวาลิเยร์ แบลทรูด ไม่ได้ครีเอตน้ำหอมให้หลุยส์ วิตตองแค่กลิ่นเดียว คอลเล็กชั่นแรกนี้หลังจากใช้เวลาเดินทางไปทั่ว 5 ทวีป เพื่อเสาะหาวัตถุดิบและแรงบันดาลใจ เขาจินตนาการถึงการเดินทางแห่งการรับกลิ่นใน 7 รูปแบบ รังสรรค์เป็น 7 เรื่องราวที่ต่อเติมจินตนาการในห้วงแห่งการเดินทางที่ตอบสนองกับความต้องการของผู้หญิงทุกคน... ถึงเวลาทำความรู้จักกับทั้ง 7 กลิ่นกันแล้ว

Rose des Vents 
ออกเดินทางสู่ทุ่งกุหลาบเซนทิโฟเลีย เมืองกราสส์ ไปฟังเสียงกลีบดอกถูกสายลมพัดสั่นไหวมีชีวิตชีวา กับกลิ่นจากดอกกุหลาบพิเศษ 3 ชนิด ได้แก่ กุหลาบเซนทิโฟเลีย (สกัดด้วยกรรมวิธีเฉพาะของหลุยส์ วิตตอง) กุหลาบตุรกี และกุหลาบบัลแกเรีย ร่วมกันเผยคาแร็กเตอร์ของดอกกุหลาบที่คาดไม่ถึง ด้วยการเพิ่มประกายโดดเด่นของฟลอเรนไทน์ไอริส และเวอร์จิเนียซีดาร์ ก่อนตัดความหวานอย่างมีรสนิยมด้วยความสไปซี่ของพริกไทย 

Turbulences 
กลิ่นหอมของรักแรกพบ ด้วยดอกไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเย้ายวนจนถึงขั้นทำให้เสพติด เขาใช้เวลาหลายเดือนเพื่อเลือกสรรกลีบดอกซ่อนกลิ่น หรือดอกทิวบ์โรส ซึ่งถูกเก็บเกี่ยวในตอนค่ำผสมผสานเข้ากับผลไม้ต่างถิ่นในสัดส่วนที่พอเหมาะ ร่วมด้วยดอกจัสมินแกรนดิฟลอรัม จากเมืองกราสส์ น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิแซมบัคที่จีน ดอกแมกโนเลียจีน ดอกเมย์โรส โดยไม่ลืมแต้มกลิ่นหนังเบาๆ เข้าไป

Dans la Peau 
กลิ่นหอมที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ ด้วยกลิ่นของหนังธรรมชาติแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากเวิร์กช็อปหลุยส์ วิตตองเข้ากับแอพริคอตเคลือบความหวาน สารสกัดดอกมะลิจากเมืองกราสส์ ดอกจัสมินแซมบัคจากประเทศจีน น้ำมันหอมระเหยจากดอกนาร์ซิสซัส ที่สามารถเร้าอารมณ์ทางเพศได้อย่างร้อนแรง เสริมด้วยกลิ่นหอมในกลุ่มมัสก์ที่เย้ายวนที่สุด ไม่ว่าจะเป็น พาวเดอรี่มัสก์ คลีนมัสก์ มัสก์จากสัตว์ และมัสก์จากดอกไม้

Apogee 
ฌาคส์เรียกกลิ่นนี้ว่า กลิ่นหอมแห่งความไร้เดียงสา เขาเลือกดอกไม้สัญลักษณ์ของการเกิดขึ้นใหม่อย่างดอกลิลลี่ ออฟ เดอะ แวลเลย์ ผสมผสานเข้ากับดอกจัสมินจากเมืองกราสส์ ดอกแมกโนเลียจีน และดอกเมย์โรส สกัดด้วยกรรมวิธีคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ความรู้สึกราวกับว่าผิวถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ตามด้วยกลิ่นไม้กวาแอค และไม้แซนดัล กิ่งไม้หอมที่ช่วยให้กลิ่นหอมของดอกไม้ติดทนนานยิ่งขึ้น

Contre Moi
ฌาคส์ชื่นชอบกลิ่นวานิลลา และรู้จักสายพันธุ์วานิลลาทั้งหมดเป็นอย่างดี เขาเลือกใช้กลิ่นมาดากัสการ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกลิ่นหนัง ผสานกับทาฮิเทนซิสวานิลลา ตามด้วยกลิ่นสดชื่นจากดอกไม้ที่เกิดจากการผสมออกซิเจน ได้แก่ ออเร้นจ์ บลอสซั่ม กุหลาบเซนทิโฟเลียจากเมืองกราสส์ และเอสเซนซ์ของดอกแมกโนเลีย ก่อนใช้กลิ่นขมอ่อนๆ ของโกโก้ให้ความรู้สึกท้าทาย ปิดท้ายด้วยกลิ่นเหล้าหมักจากลูกแพร์ หรือแพร์ลิเคอร์ และกลิ่นมัสก์

Matière Noire 
จินตนาการถึงความลี้ลับที่ไม่รู้จักด้วยพรรณไม้ที่หายากที่สุดในโลกแห่งการทำน้ำหอม ไม้หอมอาการ์จากลาว มาจับคู่กับดอกแพทชูลี และแบล็กเคอร์แรนต์ นำดอกไวท์นาร์ซิสซัสมาคู่กับดอกมะลิจัสมิน แซมบัค นำความมืดและแสงสว่างผสมผสานกัน เกิดเป็นกลิ่นที่บางเบาเหมือนล่องลอยอยู่ในอวกาศ ร่วมด้วยดอกเซนทิโลเลีย ดอกไซคลาเมน ให้ความรู้สึกเหมือนหยาดน้ำค้างยามเช้า ผสานกลิ่นหอมของธูป และเบนโซอินบาล์ม

Mille Feux 
ฌาคส์มองหาสีสันสดใสที่จะเติมลงในผลงานของเขา จนวันหนึ่งเขาได้ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องหนังของหลุยส์ วิตตอง และเห็นช่างฝีมือผลิตกระเป๋าด้วยหนังสีราสป์เบอร์รี่ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขานำกลิ่นหนังมาผสมผสานเข้ากับผลเบอร์รี่ ร่วมด้วยดอกออสแมนธัสจากจีน ดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นของสัตว์​และแอพริคอต ดอกไอริส และหญ้าฝรั่น เพื่อเน้นกลิ่นของหนังให้ชัดเจนยิ่งขึ้น



และสำหรับดีไซน์ของขวดน้ำหอม แบรนด์เลือกดีไซเนอร์ผู้เชื่อมั่นในความเรียบง่าย Marc Newson มารับหน้าที่ ในยุคที่หลายคนเชื่อว่าความหรูหราดูกันที่น้ำหนักของแก้ว แต่หลุยส์ วิตตองเลือกที่จะตีความมุมมองนี้ใหม่ ด้วยขวดน้ำหอมเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ เส้นสายบนขวดนั้นเรียบง่าย และปราศจากการตกแต่ง ตัวแม้แต่การสลักชื่อแบรนด์ลงบนขวด จะมองเห็นก็เมื่อนิ้วสัมผัสหรือแสงตกกระทบเท่านั้น ตัวอักษรชื่อน้ำหอมและฝาขวดเป็นสีดำ ชวนให้คิดถึงผลงานโดยเอเมอรี่ในศตวรรษก่อน แต่เมื่อถอดฝาที่ประดับด้วยตัวหนังสือ LV ออกมา ก็จะเป็นหัวฉีดสเปรย์อะตอมไมเซอร์อยู่ด้านใน ส่วนกล่องแพ็กเกจจิ้งทำด้วยกระดาษสีขาวและทอง คล้ายกับรูปทรงกระบอกของ เฌอ ตู อิล น้ำหอมของหลุยส์ วิตตองซึ่งเปิดในปี ค.ศ.1928 

น้ำหอมทั้ง 7 กลิ่นมีให้เลือกในขนาด 200 มิลลิลิตร (13,200 บาท) 100 มิลลิลิตร (9,300 บาท) ขนาดสำหรับเดินทางบรรจุ 4 ขวด ขวดละ 7.5 มิลลิลิตร (9,300 บาท และรีฟิล 5,200 บาท) และกล่องบรรจุ 7 ขวดกะทัดรัด ขวดละ 10 มิลลิลิตร (9,300 บาท) ขวดน้ำหอมหลุยส์ วิตตองออกแบบมาให้เก็บได้นาน สามารถส่งเป็นของขวัญให้รุ่นต่อๆ ไปได้ เพราะเป็นขวดแบบรีฟีล ใช้หมดสามารถนำไปเติมที่ร้านซึ่งจะมีเฟาน์เทนส์ที่ออกแบบมาเพื่อขวดเหล่านี้โดยเฉพาะ เพียงกดครั้งเดียวก็สามารถเติมน้ำหอมใส่ขวดได้โดยไม่ต้องสัมผัสน้ำหอมโดยตรง

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากจะพุ่งตรงไปพิสูจน์ความหอมที่ร้านหลุยส์ วิตตองในทันที แต่โปรดตั้งใจฟังให้ดี เพราะในประเทศไทยน้ำหอม 7 กลิ่นนี้มีวางจำหน่ายที่ร้านหลุยส์ วิตตอง สาขาดิ เอ็มโพเรี่ยม แห่งเดียวเท่านั้น (ประเทศอื่นก็คล้ายๆ กัน ฉะนั้นถ้าคุณคิดจะไปช้อปที่ต่างประเทศ แนะนำให้รีเช็กสักนิด)... น้ำหอมเขาซูเปอร์เอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ



เรียบเรียงจากคอลัมน์ Lips Beauty Passport ในนิตยสาร LIPS เดือนตุลาคม 2559
เรื่อง : Apichade 
เรียบเรียง : fiefiez S.
ภาพ : ลิขสิทธิ์แบรนด์


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Beauty
Sunscreen Don't Leave Home Without It
น้ำหอมอาจจะลืมฉีด นาฬิกาอาจจะลืมใส่ หินโชคดีทั้งหลาย ยอมรับว่าไม่มีติดข้อมือได้ แต่มีอยู่สองสิ่งที่ลืมเมื่อไรต้องหักพวงมาลัยเลี้ยวรถกลับบ้านไปหยิบ (ทา) ทันที หนึ่งคือโทรศัพท์มือถือ ส่วนอีกหนึ่งคือ... ครีมกันแดดครับ เพราะปัญหาผิวทั้งหลายที่เกิดขึ้นกว่า 80% นั้นมาจากรังสีอันตรายในแสงแดด ฉะนั้นถึงจะลงทุนกับครีมกระปุกแพงๆ หรือคอร์สเลเซอร์เทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดไหน ถ้าคุณไม่ทาครีมกันแดด สุดท้ายทุกปัญหาก็จะวนกลับมาที่เดิม รู้อย่างนี้แล้ว... มาทาครีมกันแดดกันเถอะ